เปิดใจ'จักรทิพย์'ขุนพลสีกากีด้านความมั่นคง

เปิดใจ'จักรทิพย์'ขุนพลสีกากีด้านความมั่นคง

เปิดใจ "จักรทิพย์ ชัยจินดา" ขุนพลสีกากีด้านความมั่นคง

ขึ้นชื่อว่า "ความมั่นคง" แล้วคงไม่ต้องอธิบายว่ามีความสำคัญมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะกับการบริหารประเทศ และการดูแล รักษาความสงบเรียบร้อยนั้น งานด้านความมั่นคงถือว่าเป็น "หัวใจ" ในการป้องกันแก้ไข และหยุดยั้งภัยคุกคามต่างๆ อีกทั้งยังช่วยกำหนดทิศทางและวิธีการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้

ที่สำคัญ งานด้านความมั่นคงนั้นสามารถ "ชี้เป็นชี้ตาย" ให้กับ "ผู้กุมอำนาจ" ได้ ดังนั้นผู้มีอำนาจจึงต้องมอบหมายงานด้านนี้ให้กับคนที่ไว้วางใจมาเป็นผู้ดูแลเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถ "คุมเกม" การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ทั้งภายในและระหว่างประเทศ โดยมีผลประโยชน์ชาติเป็นที่ตั้งได้

สำหรับตำรวจก็เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลงานด้านความมั่นคง เนื่องจากมีสรรพกำลังและหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แม่ทัพคนใหม่ที่ชื่อ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ( ผบ.ตร.) จึงไม่แปลกใจหาก "ขุนพล" ที่ได้รับการเลือกเฟ้นให้มารับผิดชอบงานด้านความมั่นคงจะชื่อ พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา รักษาราชการแทน รอง ผบ.ตร.

ด้วยความที่เป็นรุ่นน้องและลูกน้องคนสนิทของ ผบ.ตร. ซึ่งครบเครื่องทั้ง "บุ๋น" และ "บู๊" โดยผ่านประสบการณ์การทำงานในหลายหน่วยงานสำคัญๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านกำลังพล งบประมาณ ปฏิบัติการพิเศษ สอบสวนกลาง กองวิชาการ กฎหมาย ไปจนถึงการคุมหน่วยกำลังระดับภูธรจังหวัด นครบาล และตรวจคนเข้าเมือง

กอปรกับ "ชื่อ-ชั้น" เป็นที่ยอมรับในแวดวงการเมือง ตำรวจ ทหาร และภาคธุรกิจ ไม่เว้นแม้แต่กลุ่ม "ผู้กว้างขวาง" เมื่อครบเครื่อง แน่นปึ้กขนาดนี้เขาจึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อีกตำแหน่ง

อย่างไรก็ดี เมื่อพูดถึงงานด้านความมั่นคง จะเรียกว่าเป็นงาน "ครอบจักรวาล" ก็ว่าได้ และเมื่อต้องขับเคลื่อนไปท่ามกลาง สถานการณ์การเมือง "เปราะบาง" ที่กำลังเข้าสู่การ "เปลี่ยนผ่าน" อย่างเช่นทุกวันนี้ งานในความรับผิดชอบซึ่งล้วนแล้วแต่ละเอียดอ่อน เปราะบางก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ

แต่เมื่อได้รับมอบหมายให้มาทำหน้าที่ตรงจุดนี้แล้วจะทำอย่างไร พล.ต.ท.จักรทิพย์ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงการทำงานด้านความมั่นคง โดยเฉพาะในเรื่องสำคัญๆ ที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาซึ่งจะต้องขับเคลื่อนให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

พล.ต.ท.จักรทิพย์ เริ่มตอบข้อถามทีมข่าวถึงการทำคดีหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า ในฐานะได้รับมอบหมายให้ดูแลงานด้านความมั่นคงก็นำเอาเอกสารของทุกกองบัญชาการตั้งแต่ภูธรภาค 1-9 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตั้งแต่ปี 2551-2557 มาดูทั้งหมด พบว่า ยังมีค้างอยู่ 93 คดี ซึ่งได้ประชุมและมอบนโยบายไปแล้วในแต่ละภาคให้ช่วยลดยอดคดีจาก 93 คดี ให้ได้สักครึ่งหนึ่ง ในไตรมาสแรก อาจจะเหลือ 45 หรือไม่เกิน 50 คดี

พล.ต.ท.จักรทิพย์ บอกว่า ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.อำนาจ อันอาตม์งาม รักษาราชการแทนที่ปรึกษา สบ 10 ไปช่วยกันดูว่าจะลดได้ไหม ติดขัดตรงไหน เพื่อดูว่าปัญหาแต่ละสำนวนติดขัดอย่างไร แล้วจะทำอย่างไรต่อไปในภาพรวม

นอกจากนี้ยังสั่งการให้กองบังคับปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ดูในส่วนของ "ออนไลน์" ซึ่งถูกวันนี้มีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดดังกล่าวค่อนข้างมากหากพบการกระทำผิดก็ให้ดำเนินคดีทันที

กระนั้นก็ตามในการควบคุมป้องกันการกระทำผิดในโลกออนไลน์นั้นเป็นเรื่องยาก ซึ่งในการเตรียมการรับมือและแก้ปัญหาดังกล่าวนั้น รักษาการ รอง ผบ.ตร.ด้านความมั่นคง บอกว่า กำลังแก้ปัญหาอยู่ ซึ่งหลายหน่วยงานก็พูดในลักษณะเดียวกันนี้ว่าป้องกันยาก เพราะเซิร์ฟเวอร์ (เครื่องแม่ข่าย) อยู่ในต่างประเทศ

"จะเรียกเจ้าของเซิร์ฟเวอร์ในประเทศไทยมาพูดคุยเพื่อหาแนวทางป้องกันร่วมกันหาแนวทางในการช่วยเหลือทางราชการเพื่อแก้ปัญหาที่ยังเป็นช่องว่างอยู่"

กับนโยบายการทำงานด้านนี้ที่ได้มอบให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา เขาบอกว่า ทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าการสอบสวนคดีความผิดตามมาตรา 112 ต้องทำอย่างไร

"ถ้าสิ่งใดไม่ใช่ ไม่เกี่ยวก็จะไม่ไปยุ่ง ไม่มีการเหมาเข่งแน่นอน"

เขาย้ำว่า ตำรวจมีระบบการตรวจสอบอยู่แล้ว บางครั้งการหมิ่นด้วยข้อความต้องดูบริบทโดยรวมทั้งหมดด้วย ไม่ใช่เอาแต่เฉพาะบางส่วนมา ต้องเอาทั้งหมดที่พูดถึง มาดูว่าเกี่ยวข้องกับใคร อย่างไร ซึ่งตรงนี้เชื่อว่าพนักงานสอบสวนรู้อยู่แล้ว เพียงแต่เน้นย้ำว่าที่ติดขัดตรงไหนก็ช่วยกันทำให้ลดคดีลง

แม้ว่าที่ผ่านมาในคดีที่มีความละเอียดอ่อนเช่นนี้มักถูกนำไปเป็นเงื่อนไขทางการเมือง แต่เขากลับแย้งว่าไม่น่าจะถูกนำไปเกี่ยวข้องกัน เพราะที่เข้ามาทำงานตรงนี้เพื่อทำคดีที่ค้างอยู่ให้เสร็จมากกว่า มาดูว่าติดขัดตรงไหนแล้วจะทำอย่างไรให้คดีที่ค้างอยู่ดำเนินการต่อไปได้ ไม่มีเกี่ยวกับการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น

อีกประเด็นด้านความมั่นคงคือการชุมนุมและการจัดเสวนาเกี่ยวกับการเมืองที่บางฝ่ายท้วงติงว่าเป็นการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น

เรื่องนี้ พล.ต.ท.จักรทิพย์ บอกว่า ได้ให้นโยบายกว้างๆ กับผู้ปฏิบัติไปแล้ว แต่ไม่ได้เจาะลึกลงรายละเอียดมาก เนื่องจากหน้างานลักษณะนี้เป็นงานที่ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

อย่างไรก็ดี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวมทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็มีความต้องการให้ตำรวจไปชี้แจงทำความเข้าใจในข้อความเห็นต่างกัน

"อย่างเขามา เราก็ต้องชี้แจง อย่างที่ผ่านมา เราก็เรียกกลุ่มคนไปชี้แจง ก็ไม่มีการเคลื่อนไหวตรงนี้ ทำอย่างนี้ มันก็ไปได้ ไม่ใช่เชื่อการนัดแนะที่ส่งกันตามไลน์ (โปรแกรมแชทออนไลน์ชื่อดัง) เราก็ต้องพยายามทำความเข้าใจ ถามว่ายากไหม เราก็ต้องพยายามทำความเข้าใจ เราไม่อยากให้มาเดินบนท้องถนนเพราะมีช่องทางอย่าง สปช. (สภาปฏิรูปแห่งชาติ) ให้นำเสนอความคิดเห็นอยู่แล้ว"

และนี่คงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ คสช.และรัฐบาลคงกฎอัยการศึกษาเอาไว้ เพราะนายกฯ มีการข่าวของท่าน ทางตำรวจก็มีการข่าวของสันติบาลซึ่งก็พบว่ายังมีการเคลื่อนไหวอยู่

"กลุ่มรุนแรงจะไม่มีเท่าไร จะมีเป็นนักศึกษาหัวรุ่นใหม่ คือนักการเมืองรุ่นเก่า นักเคลื่อนไหวรุ่นก่อน ผมพูดตรงๆ ถึงเวลาก็ยังพูดจากันรู้เรื่อง แต่คนรุ่นใหม่น่าเป็นห่วง เพราะเขามีความเชื่อของเขา โดยเฉพาะใช้พื้นที่ในสื่อออนไลน์ในการเคลื่อนไหว แต่ไม่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เขาให้ไปก็ไป เด็กวัยรุ่นก็แบบนี้"

เมื่อพูดถึงสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซเชียลมีเดียที่ใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารของกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวต่อต้านแล้วก็อยากถามถึงการปรับตัวของเจ้าหน้าที่ในการทำงานด้านการข่าวเพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านี้

"เราก็คอยตรวจสอบดู แต่ก็ต้องดูเพราะข่าวลวงก็เยอะ แต่ตอนนี้ยังรับมือได้ เพราะงานต่างๆ เดินด้วยข่าวอยู่แล้ว"

พล.ต.ท.จักรทิพย์ บอก และย้ำว่า "ทุกเรื่องต้องมีการข่าว แพ้ชนะอยู่ที่การข่าว เราก็พัฒนาคนเกี่ยวกับงานการข่าวเยอะ โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคง เพราะผมเองก็โตมากับงานความมั่นคง"

เขายังพูดถึงกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวด้วยว่า ไม่ได้มีการจับตากลุ่มไหนเป็นพิเศษ แต่ให้ความสำคัญเท่าๆ กัน แม้กระทั่งงานศพ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นแกนนำ นปช. คนสำคัญ ตำรวจก็เข้าไปพูดคุยตลอด อย่าให้มีประเด็นเรื่องการเมือง ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

นอกจากที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว พล.ต.ท.จักรทิพย์ ได้แสดงความเห็น สนับสนุน ร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เสนอต่อ พล.อ.ประวิตร พิจารณาไปเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

เขาเห็นว่า กฎหมายฉบับนี้จะเป็นผลดีต่อการดูแลความปลอดภัย คือ ใครจะชุมนุมอะไร ก็บอกล่วงหน้าเพื่อจะได้จัดกำลังรักษาความปลอดภัย ไม่ใช่เอะอะมาก็เดินกันเต็มท้องถนนกันเต็มไปหมด เวลามือที่ 3 เข้ามาก่อเหตุก็จับใครไม่ได้ ก็โยนความผิดให้คนอื่น

"จากประสบการณ์การทำงานในสายงานด้านความมั่นคงที่ผ่านมาบอกได้เลยว่า อยากได้ เพื่อความปลอดภัยของทุคน จะได้ชัดเจน จะไปไหนกี่โมง กลับกี่โมง เรียกร้องอะไร มีการจำกัดพื้นที่ มีรั้วรอบขอบชิด เพราะที่ผ่านมาทำให้เดือดร้อนกันไปหมด และเป็นการชุมนุมที่มีนัยทั้งสิ้น"

ถัดมาเป็นการรับมือกับ "อาชญากรรมข้ามชาติ" ภัยคุกความความมั่นคงที่เชื่อว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้นหลังจากมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปีหน้า

พล.ต.ท.จักรทิพย์ บอกว่า ได้มอบหมายไปแล้วเช่นว่าให้ทำเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่ตั้งแต่ชื่อสวยหรู ต้องแยกเลยว่า กลุ่มไหนเป็นกลุ่มไหน ต้องทำเป็นข้อมูลเก็บไว้ เพราะเวลามีปัญหาเราจะได้ตรวจสอบได้อย่างแม่นยำ

"คนร้ายข้ามชาติก็พอมีในพื้นที่ มีอยู่ไม่มากนักที่ใช้เป็นแหล่งกบดาน ชลบุรี พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต ข้าวสารก็มี จริงๆ แล้วในเมื่อมีกองบัญชาการภาคก็ควรจะมีข้อมูลกลุ่มคนเหล่านี้ให้ชัดเจนเตรียมเอาไว้ เรื่องพวกนี้ควรจะดำเนินการ"

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงภารกิจเร่งด่วนส่วนหนึ่งที่จะเกิดขึ้นในงานด้านความมั่นคงภายใต้การรับผิดชอบของขุนพลสีกากี เจ้าของสมญา "สุภาพบุรุษแก๊สน้ำตา" พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา