วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ภารกิจใหญ่ปธ.บอร์ดอสค.ล้างภาพทุจริต-รีแบรนด์

(รายงาน) ภารกิจใหญ่ประธานบอร์ดอสค. ล้างภาพทุจริต-รีแบรนด์

องค์การคลังสินค้า(อคส.)เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่ต้องเร่งปรับปรุงการทำงาน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ มีปัญหาอย่างมากในแง่"ภาพลักษณ์"เรื่องความโปร่งใสในการดำเนินงาน เนื่องจากไปเกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงการรับจำนำข้าว

การปรับการทำงานใหม่ของอคส. จึงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับประธานคณะกรรมการอคส.ว่าจะทำอย่างไรจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นของคนภายนอกได้ อีกทั้งเป็นนโยบายสำคัญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ที่ต้องการปฏิรูประบบราชการใหม่ให้มีความโปร่งใสและไม่เกิดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน

คสช.ได้แต่งตั้ง นางจินตนา ชัยยวรรณาการ มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าภายใน และยังนั่งเป็นประธานคณะกรรมการอคส. หลังจากมีการปรับโยกย้ายครั้งใหญ่ภายหลังการยึดอำนาจ ถือว่ามีภารกิจสำคัญในการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของอคส.

ไม่เพียงแต่"ภาพลักษณ์"เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรับปรุงการทำงานของอคส.เองด้วย

นางจินตนา กล่าวว่า ได้ให้นโยบายกับพนักงานอคส.ว่าทุกคนต้องช่วยกันปรับปรุงภาพลักษณ์ของอคส.ใหม่ เพื่อล้างภาพลักษณ์เดิมๆ ที่สังคมมักจะมองว่า อคส.เป็นองค์กรที่มีแต่การทุจริต ไม่โปร่งใส โดยต้องการให้เป็นองค์กรที่ปลอดจากการคอรัปชัน หรือซีโร่ คอร์รัปชัน ตามแนวนโยบายของน.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดไม่มีการทุจริต ซึ่งต้องเริ่มลงมือดำเนินการในทันที

“ที่ผ่านมา อคส.ทำงานตามใบสั่งมาโดย มีปัญหาด้านภาพลักษณ์ ซึ่งเป็นปัญหาสะสมจากการทำตามคำสั่ง ทำให้อคส.เป็นหน่วยงานที่สังคมยี้ ดังนั้น ต้องกลับลำใหม่ ทุกคนต้องร่วมมือร่วมกันรีแบรนด์ตัวเอง ต้องไม่มีการคอร์รัปชัน ไม่ใช่แค่เรื่องเงินทองเท่านั้น แต่ต้องไม่คอร์รัปชันเวลาทำงานด้วย ถ้าใครทำไม่ได้ก็อยู่ร่วมกันไม่ได้ เชื่อว่า ภาพลักษณ์ของอคส.จะดีขึ้นในเร็วๆ นี้แน่นอน”

นางจินตนา กล่าวว่าปัญหาการทุจริตที่ผ่านมาของอคส.นั้น ในส่วนของพนักงาน ส่วนใหญ่จะเป็นการสมรู้ร่วมคิดกับภาคเอกชน ที่เป็นเจ้าของโกดังและคลังสินค้า รวมถึงบริษัทตรวจสอบคุณภาพสินค้าเกษตร (บริษัทเซอร์เวย์) ลักลอบขนสินค้าเกษตร ที่รัฐบาลฝากเก็บไว้ในโกดัง/คลังสินค้าไปขาย ส่งผลให้รัฐบาลเสียหายคิดเป็นมูลค่ามหาศาล ซึ่งอคส.ได้แจ้งความดำเนินคดีไปแล้วหลายคดี โดยเอาผิดตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด ทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา รวมถึงมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อเอาผิดทางวินัยด้วย

"ยังได้สั่งหมุนเวียนเจ้าหน้าที่อคส.ในจังหวัดต่างๆ เพื่อไม่ให้ฝังรากลึก หรือกลายเป็นผู้มีอิทธิพล"

นางจินตนา กล่าวอีกว่า ขณะนี้ อคส.อยู่ระหว่างการเร่งรัดการคืนหลักทรัพย์ค้ำประกันให้กับภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการต่างๆ กับอคส. คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท เช่น โรงสีที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวในช่วงที่ผ่านมา ที่บางรายอาจส่งมอบข้าวสารเข้าโกดังกลางไม่ทันตามกำหนด ซึ่ง อคส.ต้องสอบถามถึงสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ส่งมอบข้าวล่าช้า หากพิจารณาแล้วเห็นว่าสมเหตุผล และไม่มีเจตนาจะทุจริต ก็จะให้มาจ่ายค่าปรับ และคืนค้ำประกันให้ทันที

"ล่าสุดได้คืนค้ำประกันให้กับโรงสีในภาคเหนือ และภาคอีสานเสร็จแล้ว"

นางจินตนา กล่าวว่าแผนการหารายได้เข้าองค์กร หลังจากรัฐไม่มีโครงการรับจำนำแล้วนั้น ขณะนี้ กำลังเร่งเจรจาขายข้าวของอคส.ให้กับหลายประเทศ เช่น จีน

อคส. มีผลดำเนินงานกลับมาขาดทุนในงบประมาณปีที่แล้ว แต่ยังมีกำไรสุทธิ และกำไรสะสม จากการดำเนินโครงการตามนโยบายรัฐอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามรายได้จากธุรกิจหลักยังไม่สร้างรายได้เท่าที่ควร

นอกจากนี้ งบการเงินรวมของ อคส. ยังไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ตั้งแต่ ปี 2552 - ปัจจุบัน

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.) กระทรวงการคลังได้ประเมินว่าฐานะของอคส.อยู่ในขั้น"ระมัดระวัง"

สคร.เสนอแนะว่าอคส. ควรเร่งดาเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ขององค์กร ให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีการติดตามและบริหารโครงการต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด และควรเร่งดาเนินการปิดบัญชีให้เป็นปัจจุบัน เพื่อให้องค์กรสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลทางการเงิน ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพและพัฒนาองค์กร

เป็นความท้าทายสำหรับอคส.ที่เป็นหน่วยงาน"ตามใบสั่ง"ว่าจะทำอย่างไร ในยุคที่รัฐบาลกำลังจะปฏิรูปรัฐวิสาหกิจครั้งใหญ่