วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประยุทธ์'เยือนกัมพูชา30-31ต.ค.นี้

“ประยุทธ์”ถกทวิภาคี "สิงคโปร์ - กัมพูชา" พร้อมเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ 30-31 ต.ค.นี้

ในระหว่างการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 10 (ASEM 10) ที่อิตาลีเป็นวันที่สอง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้หารือทวิภาคีกับประเทศในอาเซียน 2 ประเทศ คือ สิงคโปร์และกัมพูชา หลังจากวันแรกหารือกับประเทศผู้นำในเอเชียคือจีนและญี่ปุ่น

พล.อ.ประยุทธ์ กับนายลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ร่วมหารือในกรอบความร่วมมือทวิภาคี ไทย-สิงคโปร์ โดยเห็นพ้องที่จะเร่งผลักดันกลไกทวิภาคีระหว่างกันที่มีอยู่อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ไทยได้แสดงความพร้อมที่จะเข้าร่วมการประชุม Leaders’ Retreat ที่สิงคโปร์ หลังจากที่ว่างเว้นไม่ได้ประชุมมานานกว่า 9 ปี

ในโอกาสนี้ทั้งสองประเทศได้มีการหารือในเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจโดยไทยต้องการที่จะกระชับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนกับสิงคโปร์ให้มากขึ้น เนื่องจากสิงคโปร์เป็นประเทศที่ลงทุนในไทยมากเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอยากเห็นภาคเอกชนของสิงคโปร์เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะด้านการแปรรูปสินค้าโภคภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทยทั้ง ข้าว ยางพารา และน้ำตาล

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้เสนอให้มีความร่วมมือเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งระหว่างไทยและสิงคโปร์รวมทั้งเชิญชวนให้สิงคโปร์ร่วมลงทุนในด้านการพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงภายในประเทศและอาเซียนเข้าด้วยกัน

พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้เชิญนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์เดินทางมาเยือนไทยด้วย ซึ่งนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ตอบรับและจะเดินทางมาเยือนไทยในโอกาสเมื่อโอกาสเอื้ออำนวย

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้มีการหารือทวิภาคีกับสมเด็จอัคร มหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยไทยและกัมพูชาได้มีการหารือถึงความร่วมมือในการค้าชายแดนระหว่างสองประเทศ โดยจะมีการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดนที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการการค้าการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งบางพื้นที่สามารถเปิดการค้าขายและพัฒนาเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

ส่วนการปักปันเขตแดนจะดำเนินการโดยคณะกรรมาธิการร่วมจัดทำหลักเขตแดนทางบก

ทั้งนี้ ไทยจะรับซื้อสินค้าเกษตร เช่น ในพื้นที่ชายแดน เช่นพื้นที่ตาพระยา เพื่อช่วยซื้อสินค้าเกษตรนำมาแปรรูปเพื่อการส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งฝ่ายกัมพูชาให้ความสนใจ และพร้อมที่จะร่วมมือกันต่อไป

เยือนกัมพูชา30-31ต.ค.

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีของไทยยังระบุด้วยว่าฝ่ายไทยจะจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ชายแดนตรงข้ามปอยเปตของกัมพูชา โดยมีสถานที่อำนวยความสะดวกต่าง ๆ พร้อมโรงงานขนาดเล็กเพื่อให้กัมพูชาข้ามเข้ามาทำงานได้สะดวกใกล้บ้าน ซึ่งกัมพูชาอาจพิจารณาจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจในลักษณะเดียวกันในพื้นที่ติดกันด้วยได้ ซึ่งไทยจะดูแลแรงงานกัมพูชาให้ดีที่สุด โดยที่ผ่านมาได้จัดตั้งศูนย์ให้บริการจดทะเบียนเบ็ดเสร็จ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเห็นพ้องกับไทยในการส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านการค้า เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว รวมทั้งความร่วมมือด้านพลังงานที่ควรมีการพิจารณาให้มีความร่วมมือแหล่งพลังงานทางทะเลร่วมกันซึ่งจะเสนอให้มีการพิจารณาเรื่องนี้ในระหว่างที่นายกรัฐมนตรีของไทยจะเดินทางไปเยือนกัมพูชาในวันที่ 30-31 ต.ค.นี้

เชื่อมคมนาคมพม่ารับเขตศก.พิเศษ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในรายการ "คืนความสุขให้คนในชาติ" ว่าได้หารือด้านเศรษฐกิจกับพม่า ถึงการพัฒนาความเชื่อมโยงการคมนาคมในเส้นทางต่างๆ เช่น การพัฒนาเส้นทางถนนเมียวดี - เชิงเขาตะนาวศรี - กอกะเร็กและการก่อสร้างสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 แม่สอด-เมียวดี รวมถึงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเพื่อส่งเสริมการลงทุนและสร้างงาน

"ถ้าหากสามารถเชื่อมโยงกับพื้นที่ในพม่าได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ"

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าทั้งสองประเทศจะทำในลักษณะเป็นคู่ขนาน เป็นพื้นที่ชายแดนที่อยู่ตรงข้าม ถ้าร่วมมือกันทั้ง 2 ฝั่งก็จะดีขึ้น

เตรียมลงนามสัมปทานทวายเดือนพ.ย.นี้

สำหรับโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ซึ่งมีการหารือมานานพอสมควร โดยขณะนี้ มีความเห็นตรงกันว่าโครงการนี้จะมีผลดีต่อทั้งสองประเทศ โดยได้มีการเตรียมการที่จะมีการลงนามการให้สัมปทานระยะแรกของพม่าในเดือนพ.ย.นี้

"อันนี้ก็คนละเรื่องกัน ในเรื่องของสัมปทานก็ว่าไปใครจะไปลงทุนก็ว่าไป แต่ตอนนี้เราต้องร่วมมือกันก่อนว่าทำอย่างไรให้เกิดความสนใจกับต่างชาติด้วย อะไรด้วยที่จะมาร่วมการลงทุน มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีหลายๆประเทศมาร่วมการลงทุนนี้ด้วย ร่วมโครงการด้วย อาทิเช่นประเทศญี่ปุ่น"

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงความร่วมมือด้านพลังงานว่าทางไทยขอให้พม่าสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลังงานทดแทน พลังงานน้ำบริเวณแม่น้ำสาละวิน โดยจะมีการหารือในประเด็นนี้ต่อไป ซึ่งอาจจะมีการลงทุนร่วม หรือการตกลงเรื่อง การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในอนาคต

ราคาที่ดินแม่สอดพุ่งรับเขตศก.พิเศษ

นายสมศักดิ์ คะวีรัตน์ ประธานหอการค้าจังหวัดตาก กล่าวว่าหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รัฐบาลประกาศให้ อ.แม่สอดจ.ตาก เป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ และยังต้องการผลักดันให้จ.ตาก เป็นส่วนหนึ่งของการเส้นทางการพัฒนาการค้าอาเซียนเชื่อมต่อเมืองเมียวดี ประเทศพม่า มีผลทำให้ราคาที่ดินบริเวณดังกล่าวปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาที่ดินขยับจากไร่ละ 3-5 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ขึ้นเป็นไร่ละ 10-20 ล้านบาทในบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณเส้นทางหลักที่ใช้เชื่อมกับประเทศพม่า

นายสมศักดิ์ ยังกล่าวว่า ขณะนี้หอการค้าไทยได้นำเสนอรัฐบาลให้เร่งอนุมัติงบประมาณเพื่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 รองรับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะมีการค้าเติบโตขึ้นในอนาคต หากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) มีผลในปลายปี 2558 เนื่องมาจากสะพานมิตรภาพไทย-พม่าเริ่มแออัด

ด้านนายกิติพันธ์ ปานจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงตาก กรมทางหลวง จ.ตาก กล่าวถึงแผนการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 พร้อมกับเส้นทางเชื่อมสะพานไปยังจุดขนสินค้า ระยะทาง 21.40 กิโลเมตร งบประมาณ 3,600 ล้านบาท ว่า แบ่งเป็นเส้นทางจากไทย17.26 กิโลเมตร และถนนเส้นทางเชื่อมต่อสะพานฝั่งพม่า 4.14 กิโลเมตร ซึ่งเดิมเป็นส่วนหนึ่งของงบลงทุนโครงการขนาดใหญ่วงเงิน 2.2 ล้านล้านบาท แต่เมื่อมีการปรับปรุงแผนจึงต้องทบทวนและขออนุมัติงบประมาณอีกครั้ง หากได้รับอนุมัติ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2558 แล้วเสร็จในปี 2561

ส่วนความเคลื่อนไหวราคาที่ดินใน อ.แม่สอด และพื้นที่ใกล้เคียง พบว่า ก่อนอนุมัติจัดตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษราคาอยู่ที่ไร่ละ 3-5ล้านบาท แต่เมื่อคสช.ประกาศให้อ.แม่สอด จ.ตาก เป็นพื้นที่นำร่องตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ส่งผลให้ราคาที่ดินขยับขึ้นเป็นไร่ละ 10 ล้านบาท บางพื้นที่สูงถึงไร่ละ 20-30 ล้านบาท โดยเฉพาะพื้นที่ที่จะเป็นเส้นทางการค้าอาเซียนในอนาคต ตามนโยบายเชื่อมโยงคมนาคมการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน