นายกฯปะทะคารมสื่อ ปัญหาที่ไม่มีใครกล้าเตือน!

นายกฯปะทะคารมสื่อ ปัญหาที่ไม่มีใครกล้าเตือน!

(รายงาน) นายกฯปะทะคารมสื่อ ปัญหาที่ไม่มีใครกล้าเตือน!

"เราคิดว่าเรารู้ไม่เท่าท่าน" เป็นคำกล่าวของนายทหารที่เคยทำงานฝ่ายเสธ. และเคยเป็นนายทหารคนสนิทของผู้บังคับบัญชาระดับสูงในกองทัพ ซึ่งอธิบายถึงหลักคิดของทหารที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาว่ามองผู้ที่เป็น "นาย" อย่างไร

คำตอบนี้ทำให้มองภาพออกว่า ในสถานการณ์ที่คะแนนนิยมของรัฐบาลเริ่มมีปัญหา และนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา เริ่มถูกสื่อจี้ถามมากขึ้น จนเกิดวิวาทะกับสื่อหลายรอบ เหตุใดจึงไม่มีทหารหรือลูกน้องใกล้ชิดคนไหนกล้าเตือน

เช่น เตือนให้เลี่ยงตอบคำถาม เตือนให้เลี่ยงสัมภาษณ์ไปเลย หรือเตือนให้พูดน้อยๆ เหมือนที่ท่านเตือนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้พูดน้อยๆ หน่อย รอให้ไปพูดในสภานั่นแหละ

ที่ผ่านมาตั้งแต่ คสช.เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง และ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องก้าวข้ามเส้นข้าราชการประจำ เข้ามารับผิดชอบภารกิจของฝ่ายการเมือง ทั้งทีมงาน, ฝ่ายเสธ. และนายทหารที่ใกล้ชิดก็เคยวางยุทธศาสตร์การทำงานกับสื่อ การปรากฏตัวและให้สัมภาษณ์ต่อหน้ากล้องโทรทัศน์และแสงแฟลชวูบวาบให้กับผู้เป็น "นาย" เพราะแม้เจ้าตัวจะเคยคุ้นชินมาบ้างสมัยเป็น ผบ.ทบ. แต่ถึงอย่างไรก็คงไม่ต้องเจอหน้านักข่าวบ่อยครั้งเท่าเป็นหัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี

มีการวิเคราะห์จุดอ่อนของ "นาย" คือ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า เป็นคนพูดจาโผงผาง อารมณ์ร้อน จึงไม่ควรต่อปากต่อคำกับสื่อเป็นอย่างยิ่ง มีการวิเคราะห์ไปถึงขั้นว่าบ้านเมืองกำลังแตกแยก สื่อเองก็มีบางคนบางกลุ่มที่ถือหางบางฝ่าย จึงอาจมีคำถามยุแหย่ ยุแยง และคำถามยั่วอารมณ์แทรกมาตลอด

แผนรับมือในระยะแรกก็คือ เลี่ยงการให้สัมภาษณ์สื่อแบบเผชิญหน้า ยกเว้นเลี่ยงไม่ได้จริงๆ แล้วใช้การสื่อสารทางเดียว คือ พูดผ่านรายการพิเศษที่ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจเท่านั้น ซึ่งแผนรับมือในระยะนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี มีแต่เสียงชื่นชม

ระยะต่อมา เมื่อมีการรับตำแหน่งทางการเมือง ย่อมเลี่ยงการให้สัมภาษณ์แบบเผชิญหน้ากับนักข่าวไม่ได้ ทีมงานก็จะพยายามกัน "นาย" ไม่ให้เดินผ่านกลุ่มสื่อ และมอบหมายทีมโฆษกให้แถลงแทน และตอบคำถามแทน การจะพา "นาย" เข้าไปในวงล้อมของนักข่าว ต้องเป็นวันที่มีแต่เรื่องดีๆ บวกๆ เท่านั้น ถ้าวันไหนมีเรื่อง "บูดๆ" ห้ามเจอสื่อเด็ดขาด

ขณะเดียวกันก็มีมาตรการจัดระเบียบสื่อให้เข้าถึงตัว "ท่านผู้นำ" ยากที่สุด

แผนรับมือในระยะที่ 2 นี้ ไม่ประสบผลสำเร็จเหมือนระยะแรก เพราะ 1.เป็นธรรมชาติที่ไม่สามารถกันนักข่าวได้ทุกที่ทุกเวลา 2.ประเด็นร้อนที่ส่งผลกระทบต่อรัฐบาลหรือคนในรัฐบาลมีมากขึ้น จำเป็นที่นายกฯต้องตอบหรือชี้แจงเอง 3.ความมั่นใจของ พล.อ.ประยุทธ์ ในการตอบคำถามสื่อมีมากขึ้น

แหล่งข่าวจากคนใกล้ชิดของ พล.อ.ประยุทธ์ ยอมรับว่า เหตุปัจจัยข้อ 3 คือความมั่นใจของนายกฯ เป็นปัญหามากที่สุด โดยต้นตอของความมั่นใจ มาจากเสียงสนับสนุนของประชาชนทั้งทางตรงและผ่านทางการสำรวจความคิดเห็น หรือ "โพลล์" ของสำนักวิจัยต่างๆ ที่ให้คะแนนนายกฯสูงมาก แทบจะสูงกว่านายกฯที่มาจากการเลือกตั้งเสียอีก

ขณะที่สไตล์การพูดของนายกฯ ค่อนข้างถูกจริตคนไทยทั่วไป คือ พูดแบบโผงผางตรงไปตรงมา นักเลงนิดๆ ผิดก็กล้ายอมรับผิดและขอโทษ ทำให้เสียงขานรับค่อนข้างหนาแน่น

อย่างไรก็ดี จุดอ่อนล่าสุดที่ทีมยุทธศาสตร์ของรัฐบาลวิเคราะห์ออกมา ก็คือ 1.นายกฯพูดเยอะเกินไป ทั้งให้สัมภาษณ์รายวันและรายการ "คืนความสุขให้ประชาชน" ทุกวันศุกร์ ซึ่งรายการวันศุกร์เคยมีการเสนอให้ยกเลิก หรือเปลี่ยนเวลา เนื่องจากไปออกอากาศตรงกับช่วงเวลาที่มีละคร และยังเป็นช่วงค่ำวันศุกร์ ซึ่งเป็นเวลาครอบครัวในการดูโทรทัศน์ร่วมกันเพื่อความบันเทิง หากออกอากาศรายการที่เป็นข่าวสารบ้านเมืองหรือเรื่องเครียดๆ อาจทำให้ประชาชนเบื่อและกระแสตีกลับได้ แต่นายกฯยังอยากให้คงไว้เหมือนเดิม เวลาเดิม

2.นายกฯรับผิดชอบงานมากเกินไป ทำให้เวลาให้สัมภาษณ์พยายามตอบและอธิบายทุกเรื่อง เมื่อออกตัวรับผิดชอบหลายเรื่อง ไม่โยนให้ผู้รับผิดชอบตัวจริง เช่น รัฐมนตรีกระทรวงนั้นๆ พูดบ้าง ทำให้การชี้แจงต่างๆ เริ่มสับสน หลายครั้งสัมภาษณ์ไปก็ฟังไม่รู้เรื่อง ผู้ฟังไม่เข้าใจ นักข่าวไม่เข้าใจ

ทั้งหมดนำไปสู่บทสรุป คือ ต้องให้นายกฯประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์น้อยลง ตอบคำถามสื่อเฉพาะเรื่องที่สำคัญและเกี่ยวกับภาพรวมของรัฐบาลจริงๆ รวมทั้งลดเวลา หรือย้ายเวลารายการคืนความสุขให้ประชาชน

แต่ปัญหา ณ ขณะนี้คือ ไม่มีใครกล้าเตือนนายกฯ เพราะการบริหารงานภายในของรัฐบาล โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ พล.อ.ประยุทธ์ นั้น เป็นการนำระบบทหารมาใช้ ผู้ใต้บังคับบัญชาจึงมิอาจเตือนผู้ที่เป็น "นาย" ได้ ภาพที่หลายคนอยากเห็น เช่น นำเสนอรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ พร้อมข้อเสนอแนะไปยังผู้นำรัฐบาลกลางวงประชุม หรือแม้แต่การเตือนในที่รโหฐานส่วนตัว ย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นได้

ทางเดียวที่จะมีการ "เตือน" กันได้ คือ การเตือนจากเพื่อนสนิท เพื่อนรุ่นเดียวกันที่สนิทสนมนับถือกัน และผู้ใหญ่ที่เคารพเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ ในวงประชุมของฝ่ายความมั่นคงระดับรองลงมา จึงมีการวิเคราะห์สรุปสถานการณ์ด้านสังคมจิตวิทยา และท่าทีของสื่อที่มีต่อรัฐบาล เพื่อรายงานให้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงทราบ เพราะข้อเสนออาจไปถึงหูนายกฯ เนื่องจากรองนายกฯเป็นบุคคลที่ พล.อ.ประยุทธ์ เคารพนับถือ

ประเด็นวิเคราะห์ก็คล้ายๆ กัน คือ สื่อกระแสหลักส่วนใหญ่เอาใจช่วยรัฐบาลให้ทำงานฝ่าวิกฤติไปให้ได้ มีเพียงสื่อบางแขนงเท่านั้นที่จ้องจับผิด โดยมีจุดอ่อนสำคัญคือ นายกฯเป็นคนแสดงอารมณ์ฉุนเฉียวง่าย จึงเป็นช่องทางให้สื่อถามแหย่ และเมื่อนายกฯโกรธ ก็เข้าทางสื่อ

อย่างไรก็ดี ปัญหาสำคัญที่สุดและเป็นปัญหาเดิมคือ ใครจะกล้าเตือน? เพราะตอนนี้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ผู้กุมอำนาจสูงสุดในประเทศ!