วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พท.ยื่น'ประยุทธ์-สนช.'เบรกถอดถอนสมศักดิ์-นิคม

อดีตส.ส.เพื่อไทย ยื่นหนังสือร้อง "ประยุทธ์-พรเพชร" เบรกสนช. ไม่มีอำนาจถอดถอน "สมศักดิ์-นิคม"

เหตุรธน.50ถูกยกเลิก-ไม่มีบัญญัติในรธน.ชั่วคราว ขณะที่สนช.เตรียมประชุมลับพรุ่งนี้ "สมชาย" ยันมีอำนาจพิจารณา "ทิชา" เมินนายกฯปรามสปช.พูดให้น้อยลง ชี้สปช.ต้องแสดงความเห็นได้หลากหลาย เพื่อทำให้เกิดการมีส่วนร่วมจากประชาชน

อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย(พท.) นำโดย นายชวลิต วิชยสุทธิ์ นายอำนวย คลังผา นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ และนายสิงห์ทอง บัวชุม ได้เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมแนบรายชื่ออดีตส.ส.และประชาชนกว่า 80 ชื่อ เพื่อพิจารณากรณีถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนันท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา

ทั้งนี้เห็นว่า การกระทำดังกล่าวของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไม่มีอำนาจในการถอดถอน เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยังยืนความเห็นว่าสนช.มีอำนาจดำเนินการถอดถอนบุคคลทั้ง 2 ได้ต่อไป ทั้งที่การถอดถอนนั้นไม่สามารถทำได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่มีบทบัญญัติถึงการถอดถอนถูกยกเลิกไปแล้ว และไม่มีการบัญญัติเรื่องดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว อีกทั้งไม่ได้กำหนดให้อำนาจสนช.ในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้

นายอำนวย กล่าวว่า สนช.มีอำนาจถอดถอนเฉพาะสนช.เท่านั้น โดยเฉพาะคนที่ไม่ลงมติ ขาดประชุม ตามมาตรา 19 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งการที่พวกตนมายื่นเรื่องเพราะเชื่อมั่นว่าสนช.ไม่มีอำนาจในการพิจารณา

พท.ยื่น"พรเพชร"เบรกถกถอดถอน

ต่อมาคณะอดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.เพื่อขอให้ สนช. ใช้ดุลยพินิจตามหลักการของกฎหมายและด้วยความรอบคอบในวาระพิจารณาถอดถอนนายสมศักดิ์ และนายนิคม ออกจากตำแหน่ง

โดยนายพรเพชร รับหนังสือด้วยตนเอง พร้อมชี้แจงว่าเรื่องดังกล่าวจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและยึดหลักของกฎหมายเป็นสำคัญ ดังนั้นแม้จะไม่มีผู้ใดมายื่นหนังสือ ทางสมาชิกสนช. ยืนยันว่าจะทำหน้าที่ด้วยความเป็นธรรม และประชาชนสามารถตรวจสอบได้ ทั้งนี้สนช.ชุดปัจจุบันแม้จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ก็พร้อมจะทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ประชาชนและชาติ

นายนิคม ไวยรัชพานิช กล่าวว่า จะยังไม่ดำเนินการร้องศาลยุติธรรมแต่อย่างใด เพราะเชื่อว่าการประชุมในวันที่ 17 ต.ค.นี้ สนช.จะพิจารณาและมีมติเสียงส่วนใหญ่ออกมาด้วยความเป็นธรรม

สนช.ประชุมลับถกปมถอดถอนพรุ่งนี้

นายพรเพชร ให้สัมภาษณ์ด้วยว่า ในการพิจารณาว่าจะรับเรื่องถอดถอน นายสมศักดิ์ และนายนิคม ไว้ดำเนินการหรือไม่ ในวันที่ 17 ต.ค.นี้ จะเปิดโอกาส สมาชิกสนช.อภิปรายและแสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง และหากเสียงข้างมากลงมติว่าไม่รับเรื่อง วาระถอดถอนจะสิ้นสุดลงทันที หรือหากเสียงข้างมากลงมติว่ารับเรื่อง ก็จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาที่เป็นไปตามข้อบังคับเรื่องถอดถอน

ด้านนายสมชาย แสวงการ สนช.ว่า ในวันที่ 17 ต.ค.จะจัดให้เป็นการประชุมลับ เพื่อพิจารณาเรื่องถอดถอน เนื่องจากจะมีการอภิปรายพาดพิงถึงบุคคลภายนอก โดยประเด็นสำคัญคือ ความผิดของผู้ที่ถูกกล่าวหานั้นตามสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. นอกจากรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว ยังมีบทบัญญัติกฎหมายใดรองรับอยู่หรือไม่ และอยู่ในฐานที่สนช. สามารถพิจารณาได้ต่อไปหรือไม่

ยันสนช.มีอำนาจถกถอดถอน

สำหรับประเด็นที่หลายฝ่ายระบุว่าสนช.ไม่มีอำนาจพิจารณานั้น ขณะนี้ได้ข้อสรุปแล้ว มีอำนาจตามมาตรา 5 วรรคสองของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ที่ให้อำนาจ สนช. วินิจฉัยชี้ขาดเรื่องที่เกี่ยวกับวงในสนช. ส่วนประเด็นที่ผู้ที่จะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งนั้น สถานะปัจจุบันไม่อยู่ในตำแหน่งแล้วนั้น ที่ผ่านมาพบว่าผู้ที่ไม่อยู่ในตำแหน่งแล้วสามารถเข้าสู่การพิจารณาถอดถอนได้ เช่น กรณีนายสมชาย วงสวัสดิ์ อดีตนายกฯ, นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ วุฒิสภาสามารถพิจารณาถอดถอนได้ เนื่องจากผลทางกฎหมายหลังลงมติถอดถอน คือ การตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี

"ทิชา"ยันสปช.ต้องแสดงความเห็นได้หลากหลาย

ส่วนกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาขอร้องไม่ให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) พูดมากในประเด็นเกี่ยวกับจะปฏิรูป หากมีอะไรก็ขอให้ไปพูดกันในที่ประชุมนั้น นางทิชา ณ นคร สมาชิก สปช.ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้ารายงานที่อาคารรัฐสภา ว่า นายกฯ ต้องเข้าใจว่า สปช.ไม่ได้เข้ามาทำงานรับใช้นายกฯ แต่เข้ามาทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ และน่าจะเป็นเป้าหมายเดียวกันกับนายกฯ

"รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารเพียงช่วยปลดล็อกให้สามารถเข้ามาแก้ปัญหาได้สะดวกขึ้น ดังนั้นสปช.ควรมีโอกาสแสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย ไม่จำเป็นต้องอยู่ในแถว ไม่เช่นนั้นมุมมองในการแก้ปัญหาจะอยู่ในวงที่แคบ อีกทั้งสปช.ต้องตระหนักด้วยว่า ไม่ได้เป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศ ยังมีตัวจริงเสียงจริงอยู่เต็มประเทศ ต้องทำให้เสียงของประชาชนมีความหมายอย่างแท้จริง สปช.ทุกคน ต้องไม่ลืมว่าไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ต้องทำให้เกิดแนวทางการรับฟังความเห็น การมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อนำความเห็นเหล่านั้นสู่เวทีสภาปฏิรูปให้ได้มากที่สุด"

นายกฯชี้เลือกตั้งเมื่อไหร่ขึ้นกับรธน.-ผลปฏิรูป

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ต่างประเทศ ถึงการดำเนินการตามโรดแมพที่วางไว้ในขั้นที่ 3 ว่า ที่ผ่านตนเป็นคนกำหนดโรดแมพก็ขึ้นอยู่กับการดำเนินการว่าจะทำได้อย่างไรก็อยากขอร้องให้ทุกฝ่ายมาช่วยกัน ถ้ามัวแต่ตีรันฟันแทงต่อสู้กันไปตลอดจะทำอะไรก็ขยับไม่ได้แล้วประเทศจะไปได้หรือ

ทั้งนี้การเลือกตั้งครั้งใหม่จะต้องมาด้วยรัฐธรรมนูญและผลของการปฏิรูป 11 เรื่อง ดังนั้นถ้าทำเรื่องรัฐธรรมนูญเสร็จสามารถทำการปฏิรูปทั้ง 11 เรื่องได้ในระยะแรกเพราะคงแก้ไม่ได้ทั้งหมด บางเรื่องต้องใช้ระยะเวลายาว จากนั้นใครมาเป็นรัฐบาลก็เข้ามาแก้ต่อ

"อย่ามาคาดคั้นกับผมมากเรื่องนี้ ผมพูดไปแล้วถือว่าจบทุกอย่างต้องดูตามโรดแมพ ปัญหาอยู่ที่ว่าจะทำตามโรดแมพได้หรือไม่ และเรื่องนี้ไม่ใช่ผมคนเดียวที่ไปนั่งทำโรดแมพ ผมไม่ได้ไปนั่งเป็นประธาน สปช.หรือประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากนี้ก็จะมีการแต่งตั้งบุคคลเข้ามาก็ทำงานกันไป และทำให้เสร็จ"

ส่วนที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ออกมาระบุการเลือกตั้งครั้งใหม่อาจจะเกิดขึ้นต้นปี 2559 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็บอกแล้วว่าขึ้นอยู่กับว่าทั้งรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปจะเสร็จเมื่อใด และต้องใช้เวลาในการเตรียมการเลือกตั้งและไม่ใช่ว่ากำหนดการเลือกตั้งแล้ว วันพรุ่งนี้จะทำการเลือกตั้งได้ทันที การเลือกตั้งต้องใช้ระยะเวลา

ศาลเลื่อนพิจารณา"จาตุรนต์"ขัดคำสั่งคสช.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลทหาร เมื่อวานนี้ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เดินทางมาตามกำหนดนัดสอบคำให้การในคดีความผิดฐานขัดคำสั่ง คสช.ที่ไม่เข้ารายงานตัว, กระทำการยุยง ปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบหรือละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (2) (3) และ พ.ร.บ.ว่าการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (3) ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรฯ รวม 3 ข้อหา

โดยก่อนการพิจารณา ทนายความของนายจาตุรนต์ ได้ยื่นคำร้องให้ศาลวินิจฉัยว่า คดีดังกล่าวน่าจะไม่อยู่ในอำนาจของศาลทหาร แต่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาและคำสั่งของ คสช.ฉบับที่ 37/2557 (ความผิดที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลทหาร) และฉบับที่ 38/2557 (คดีที่ประกอบด้วยการกระทำที่เกี่ยวโยงอยู่กับอำนาจของศาลทหาร) ขัดต่อมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 (ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค…ต้องได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและตามพันธกรณีระหว่างประเทศ)

ต่อมาตุลาการได้ขึ้นนั่งบัลลังก์แจ้งว่า จำเลยแจ้งว่าไม่พร้อมจะให้การ และยื่นคำร้องให้ศาลวินิจฉัย โดยอัยการได้ขอเวลาทำความเห็นคัดค้านคำร้องของโจทย์เป็นเวลา 30 วัน จากนั้นจะส่งเรื่องกลับมาที่ศาล เพื่อส่งเรื่องต่อให้ศาลอาญาและศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลจึงให้เลื่อนการพิจารณาออกไป

นายจาตุรนต์ ให้สัมภาษณ์ว่า คำฟ้องระบุว่าตนทำผิด ตั้งแต่วันที่ 23 และ 24 พ.ค.2557 ความผิดที่เกิดขึ้นกับตน เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ดังนั้น จึงไม่เข้าตามประกาศของ คสช.ว่ายกเว้นพื้นที่ที่ประกาศ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร หมายความว่าระหว่างที่ตนถูกจับกุมวันที่ 27 พ.ค. กรุงเทพฯ จึงอยู่ในพื้นที่ใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง จึงเข้าตามข้อยกเว้นตามประกาศ คสช.