วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'วิทยากร'แนะนำบทเรียน14ตุลาปฎิรูปประเทศ

"วิทยากร เชียงกูล"แนะนำบทเรียน 41 ปี 14 ตุลา เป็นแนวทางการปฎิรูปประเทศทุกด้าน

นายวิทยากร เชียงกูล คณบดีกิติคุณวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ได้เป็นองค์ปาฐกถา 14 ตุ.ลา 2557 ในหัวข้อ “ขบวนการประชาชน : ปัญหาและทางออกประเทศไทย” มีเนื้อหาใจความบางส่วนว่า ขบวนการ 14 ตุลา 2516 เคลื่อนไหวทำให้เผด็จการทหารที่อยู่มายาวนาน 15 ปีสิ้นสุดลง ติดตามด้วยขบวนการ 6 ตุลา 2519 ทีมีการมุ่งมั่นแสวงหาสังคมที่ดีกว่า ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสังคมไทย และการปรับตัวของชนชั้นนำและระบบทุนนิยม ปัญหาของประเทศไทยในปัจจุบัน ปัญหาของระบอบทักษิณและฝ่ายต่อต้านทักษิณ ทำให้เรามีการเรียนรู้อะไรจากการชุมนุมเรียกร้องจากขบวนการประชาชน ขณะเดียวกันประชาธิปไตยที่แท้จริงมีความหมายมากกว่าแค่สิทธิในการเลือกตั้งผู้แทน และแนวทางการปฏิรูปประเทศที่ดีกว่าของประชาชน

“การต่อสู้ของนักศึกษาประชาชนในช่วงปีพ.ศ. 2516 และ 2519 มีข้อจำกัดในแง่สภาพแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์การเมืองของสังคมไทย ขบวนการคนหนุ่มสาวยุค 14 ตุลายังอ่อนประสบการณ์ พวกอำนาจชนชั้นทางปกครองมีเล่ห์เหลี่ยมสูงเร่งปราบปรามนักศึกษาประชาชนฝ่ายก้าวหน้านำไปสู่การสังหารหมู่ทางชนชั้นนำพยายามพัฒนาระบอบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่อิงระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีคณะทหารยึดอำนาจหลายครั้งตั้งรัฐบาลทหารผสมพลเรือน ร่างรัฐธรรมนูญมีการเลือกตั้งใหม่เสมอมา” นายวิทยากร กล่าวและว่า การเปลี่ยนแปลงจากขบวนการตุลาทำให้ประเทศไทยหลังปี 2520 มีความต้องการประชาธิปไตยแบบรัฐสภามากกว่าระบอบเผด็จการทหารแบบเก่า ขณะที่ระบอบเศรษฐกิจในรอบ 41 ปี ตั้งแต่หลังตุลา 2516 จนถึงปัจจุบันได้เจริญเติบโตขึ้นอย่างมาก แต่เป็นการพึ่งพาการลงทุนการค้ากับต่างประเทศเพิ่มขึ้น กลายเป็นเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมผูกขาดที่อยู่ได้ด้วยการขูดรีดทรัพยากรธรรมชาติและแรงงานของเกษตรกร คนงาน และผู้ประกอบการรายย่อยทำให้สังคมไทยมีความเหลื่อมล่ำสูง ทางทรัพย์สินรายได้ การศึกษามาก ทำให้อำนาจรัฐอยู่ในรัฐบาลที่ส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้ง มีการซื้อเสียง ขายเสียง ใช้อำนาจระบบอุปถัมภ์

อย่างไรก็ตามถ้ามองในภาพกว้างในเชิงระบบโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองของไทย ที่ชนชั้นนำส่วนน้อยคงมีอำนาจเหนือประชาชนส่วนใหญ่มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือรัฐบาลที่ทหารนำเข้ามาแทรกแซง ย่อมไม่ได้แตกต่างกัน เป็นเพียงการเล่นเกมส์ทางการเมืองของชนชั้นนำต่างกลุ่มเท่านั้น ภายหลังความล้มเหลวของขบวนการ 14 ตุลา และขบวนการสังคมนิยม ประชาชนถูกแบ่งแยกและปกครองมีลักษณะกระจัดกระจายอ่อนแอ ถูกครอบงำโดยอุดมการณ์ความเชื่อจากชนชั้นนำกลุ่มต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ทางกลุ่มนักวิชาการวิชาชีพต่าง ๆ ที่เคยเข้มแข็งก็สามารถเรียกร้องต่อรองกับชนชั้นนำในบางเรื่องได้แค่ระดับหนึ่ง

ในส่วนของการปรับตัวของชนชั้นนำและระบบทุนนิยมเช่นทหารเข้ามายึดอำนาจเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ จัดการเลือกตั้งใหม่ พวกชนชั้นนำต่างกลุ่มยังคงประนีประนอม ปรองดองสมานฉันท์ ตกลงแบ่งปันอำนาจและผลประโยชน์กันแบบลับ ๆ ได้ ในขณะที่ไม่มีประชาชนฝ่ายใดหรือกลุ่มใดได้ประโยชน์อย่างยั่งยืน จากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบเปลี่ยนรัฐสภา เปลี่ยนกลุ่มชนชั้นนำ เนื่องจากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การเมือง ให้เป็นธรรมขึ้นอย่างแท้จริง

สำหรับปัญหาประเทศไทยในยุคปัจจุบันที่มีและประชากรเพิ่มขึ้นจาก 41 ปีที่ผ่านมากว่าเท่าตัว เมืองมีลักษณะขยายตัว ชุมชนชนบทหดตัวอ่อนแอพึ่งตัวเองทางเศรษฐกิจ สังคมได้ลดลง ต้องไปพึ่งทุนขนาดใหญ่ เช่น ธนาคาร พ่อค้า นายทุน และนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ ในแบบที่ประชาชนต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ในการสำรวจภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2557 ของสภาพัฒน์ฯ รายงานว่า ในปี 2554 ครัวเรือนกลุ่มที่รวยที่สุดมี 10 เปอร์เซ็นต์ ถือครองรายได้ 39.3 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ครัวเรือนทั้งประเทศ ขณะที่ครัวเรือนจนที่สุดมี 10 เปอร์เซ็นต์ ถือครองรายได้เพียง 1.6 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ ครัวเรือนทั้งประเทศ ส่วนกลุ่มที่ถือครองที่ดินมากที่สุด มี 20 เปอร์เซ็นต์ มีที่ดิน 79.9 เปอร์เซ็นต์ ของที่ดินทั้งหมด และกลุ่มที่มีที่ดินน้อยที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์ มีที่ดินเพียง 0.3 เปอร์เซ็นต์ ของที่ดินทั้งหมด ถือว่าประเทศไทยมีการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรมอยู่ในลำดับต้น ๆ ของโลก และอยู่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ดังนั้นในรอบ 41 ปีที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเลือกตั้งหรือรัฐบาลทหาร ที่อ้างว่ายึดอำนาจเพื่อปราบนักการเมืองโกง ไม่มีรัฐบาลไหนที่ฉลาดมีวิสัยทัศน์ เห็นแก่ส่วนรวมพอที่จะเข้าใจว่า ประเทศไทยมีปัญหาถึงขั้นวิกฤตที่จะต้องปฏิรูปเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมือง สังคมไทย อย่างถึงรากถึงโคน จึงจะทำให้ก้าวข้ามพ้นจากความด้อยพัฒนาการทางการเมือง และสังคมได้

สำหรับปัญหาต่อมาเป็นปัญหาสาเหตุของความด้อยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะระบบการศึกษาที่รวมศูนย์อำนาจเผยแพร่อุดมการณ์ จารีตนิยมล้าหลัง ขาดประสิทธิภาพทำให้นักเรียน นักศึกษา ส่วนใหญ่ ได้รับการศึกษาแบบเน้นการท่องจำ และการฝึกทักษะทางเทคนิคสนใจแต่เรื่องการหาเงินมาเพื่อการบริโภคแบบตัวใครตัวมัน นอกจากนี้ยังมีปัญหาของระบอบทักษิณและฝ่ายต่อต้านทักษิณทำให้ไม่สามารถที่จะปฏิรูปเชิงโครงสร้างระบบเศรษฐกิจการเมือง แบบให้ประชาชนมีส่วนรวมเพื่อให้สร้างสังคมให้เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมได้อย่างจริงจัง

“เราเรียนรู้อะไรจากการชุมนุมเรียกร้องของขบวนการประชาชนที่ส่วนใหญ่ยากจน ได้รับการศึกษาน้อย และการศึกษาก็มีคุณภาพต่ำยังถูกครอบงำให้มีแนวคิดจารีตนิยม จากการแต่งตั้งองค์กรของตนเองทำให้ภาคประชาชนโดยรวมถูกชนชั้นนำครอบงำปัญญาชนไทยยังไม่ได้ศึกษา ค้นคว้าสถานการณ์ในประเทศไทยอย่างเป็นวิทยาศาสตร์มากเท่าที่ควร แล้วยังเลือกเข้าข้างชนชั้นนำกลุ่มใดกลุ่มหนี่งด้วยอารมณ์ความรู้สึก และมีกรอบคิดที่มองปัญหาแบบสองขั้วสุดโต่ง ประชาชนไทยควรตื่นตัวสนใจคิดเรื่องปัญหาบ้านเมือง ปัญหาของส่วนรวม เพื่อที่จะได้นำกลับมาอ่านคิดวิเคราะห์ ศึกษา ปัญหาทางออก ในการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง สรุปบทเรียนจากประวัติศาสตร์ ประสบการณ์การต่อสู้ของขบวนการประชาชนจากไทยและประเทศอื่นเพื่อที่จะได้เข้าใจสภาพปัญหาสาเหตุ หาทางออกจากปัญหาเศรษฐกิจการเมืองของสังคมไทยได้อย่างถูกทางเพิ่มขึ้น” นายวิทยากร

ประชาธิปไตยที่แท้จริงมีความหมายกว้างกว่าแค่สิทธิในการเลือกตั้งผู้แทนที่ประชาชนไม่ได้มีสิทธิแค่ 1 นาที ตอนไปกาบัตรและหย่อนบัตรเลือกตั้งเท่านั้น แนวทางที่จะแก้ไขสาเหตุที่เป็นรากเง้าของปัญหานี้ได้ต้องมีการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ระบบเศรษฐกิจ การเมือง การปฏิรูปการศึกษา และสื่อ ในแบบผ่าตัดถึงรากถึงโคน อย่างไรก็ตามแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประชาชนที่ปัญหาของประเทศไทยในปัจจุบันและในอนาคตมีประชากรมากต้องการบริโภคและการได้รับการบริการเพิ่มขี้น ขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอ และคนสูงอายุก็มีสัดส่วนเพิ่ม คนวัยทำงานลดลง เศรษฐกิจของประเทศต้องแข่งขันร่วมมือกับประเทศอื่นเพิ่มขึ้นประเทศต้องการพัฒนาพลเมือง ให้มีความรู้อย่างมีคุณภาพ การจะแก้ปัญและพัฒนาระบบเศรษฐกิจสังคม ที่จะเอื้อประโยชน์ประชาชนส่วนใหญ่ได้ ไม่อาจใช้ระบบทุนนิยมผูกขาดที่เป็นบริวารและทุนนิยมกึ่งรัฐ แบบที่ประเทศไทยกำลังทำอยู่ได้เพราะระบอบนี้เป็นตัวการสร้างปัญหา ดังนั้นจำเป็นต้องปฏิรูปเศรษฐกิจให้เป็นรูปแบบทางเลือกใหม่ คือ ระบบเศรษฐกิจแบบผสมระหว่างทุนนิยมที่รัฐต้องกำกับให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมกับระบบสังคมนิยมประชาธิปไตยที่เป็นระบบสหกรณ์ รัฐสวัสดิการ ระบบเศรษฐกิจ แนวพึ่งตนเอง แล้วกระจายอำนาจการบริหารไปจัดการระดับชุมชนเพิ่มขึ้น อย่างประเทศในกลุ่มยุโรปเหนือ สวีเดน ฟินแลนด์ อร์เวย์ และประเทศเยอรมนี

“แนวทางการปฏิรูปทางเศรษฐกิจสังคมที่สำคัญ คือ การปฏิรูปที่ดิน การปฏิรูประบบภาษีอากรและงบประมาณ การปฏิรูประบบการเงินการธนาคาร การปฏิรูประบบรัฐวิสาหกิจ การจัดการพลังงานและทรัพยากร การปฏิรูปเกษตร ธุรกิจขนาดย่อม ขนาดกลาง การปฏิรูปด้านแรงงาน การปฏิรูปการศึกษา สื่อมวลชน เป็นต้น เป้าหมายการปฏิรูปในด้านต่างๆ คือ เพื่อกระจายทรัพยากร ทรัพย์สิน รายได้ การศึกษา การมีงานทำที่เหมาะสม อย่างเป็นธรรมทั่วถึง สร้างประชาธิปไตย (สิทธิเสมอภาค) ทางเศรษฐกิจ และทางสังคม ควบคู่กันไปกับการปฏิรูปทางการเมือง” คณบดีกิติคุณวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ระบุ