"ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช" ขอลองของปฏิรูป (อีกรอบ) ชูโมเดลปฏิวัติคุณภาพคนไทย
สัมภาษณ์พิเศษ : "ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช" ขอลองของปฏิรูป (อีกรอบ) ชูโมเดลปฏิวัติคุณภาพคนไทย
การกลับมาร่วมอยู่ในวงปฏิรูปประเทศ 2557 อีกครั้งของ "ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช" ราชบัณฑิต ในฐานะสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ถูกสังคมจับจ้องอย่างมากว่าเขาจะใช้ประสบการณ์ และศาสตร์วิชาอะไร เพื่อไขประตูปัญหา และมุ่งสู่หัวใจของการปฏิรูปประเทศอย่างยั่งยืน โดยช่วงอายุ 70 ปี ของนักวิชาการผู้คร่ำหวอดในงานด้านการเมือง-รัฐศาสตร์ เขาเคยผ่านงานปฏิรูปใหญ่ๆ มาแล้วนักต่อนัก เริ่มตั้งแต่ร่วมเป็น 1 ใน 100 คนที่เข้าชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ในปี2516 จนถึงเข้าร่วมเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศ ที่อานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน
ในรอบล่าสุดแม้ “ดร.ชัยอนันต์” ได้เปิดอกเล่าถึงเหตุผลที่โดดร่วมวงปฏิรูปเพราะอยากลองของ หรือนัยหนึ่งอยากพิสูจน์ว่าข่าวลือหนาหูประเด็นล็อคสเป๊คสปช. เป็นจริงหรือไม่ แต่เมื่อเป็น 1 ใน 250 คนที่ถูกเลือก เขาก็พร้อมคลุกวงในงานปฏิรูป และพุ่งสู่จุดที่เป็นหัวใจปัญหาตามอุดมคติ คือ “คุณภาพของคนไทย”
“ผมมองว่าระบบปกครองแบบประชาธิปไตย คนต้องมีคุณภาพ แต่ปัจจุบันประชาธิปไตยบังคับใช้กับคนที่มีคุณภาพและไม่มีคุณภาพ จึงเป็นปัญหา สาระสำคัญคือทำอย่างไรให้คนมีคุณภาพ มีพฤติกรรมที่ไม่เห็นแก่เงินมากกว่าสิทธิ, ไม่เชื่อข่าวลือง่าย, ไม่สนับสนุนคนอย่างไม่ลืมหูลืมตาเพราะได้ผลประโยชน์ เป็นต้น ส่วนวิธีที่ทำให้คนมีคุณภาพได้ต้องเน้นให้การศึกษา โดยเริ่มจากเด็ก ทำปฏิรูปแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะการปรับพฤติกรรมคนไม่ได้ทำให้เสร็จได้ภายในปีเดียว ดังนั้น 1 ปีที่มีถือเป็นการเริ่มต้น จากนั้นต้องเดินหน้าแก้ไขไปเรื่อยๆ หากพบจุดหนึ่งที่เป็นคานงัดได้แล้ว ตัวอื่นๆ ก็จะแก้ไขไปได้โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องออกแรงมาก”
แต่ด้วยสภาพของปัญหาชาติที่สะสม กับโจทย์ปฏิรูป 11 ด้าน ที่ “คสช.” ตั้งไว้ โดยลำพังตัวเขาเอง ยังมองไม่เห็นว่าอะไรจะเป็นคานงัดปัญหาชาติตัวนั้น แต่ด้วยความเชื่อที่ว่าการปฏิรูปรอบนี้จะนำไปสู่ผลปฏิบัติได้จริง สมาชิกสปช.ถือเป็นกลไกที่ต้องระดมความเห็นร่วม ช่วยจัดอันดับประเด็นงาน แต่ด้วยเงื่อนไขเวลาเพีย 1 ปี “ราชบัณฑิตไทย ด้านการเมือง” มองเป็นจุดเริ่มต้น ที่ต้องต่อยอดไปเรื่อยๆ เพราะรูปธรรมของงานปฏิรูปต้องใช้เวลา ดังนั้นประชาชนอย่าตั้งคาดหวังกับการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันไว้สูง แต่ควรหวังว่าสภาปฏิรูปจะจับประเด็นและจัดเรียงปัญหาที่นำไปสู่มาตรการที่เป็นรูปธรรม รวมถึงการเปิดโอกาสให้คนเข้ามามีส่วนร่วม
“ความยั่งยืนของการปฏิรูปเป็นปัญหาของทุกประเทศ แม้แต่ประเทศที่เป็นประชาธิปไตย อย่างอังกฤษกว่าจะมีกฎหมายสิ่งแวดล้อม ต้องใช้เวลาถึง 20 ปี หรืออเมริกา กว่าจะต่อสู้เรื่องสิทธิของคนผิวดำได้ ต้องใช้เวลาถึง 100 ปี ดังนั้นไม่มีที่ไหนที่ไม่ใช่เวลา ดังนั้นความยั่งยืนที่ถามหาทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกัน เครือข่ายประชาชน สมัชชาที่มีอยู่ต้องโยงสู่การทำงานของสปช. และสมาชิกสปช.เองต้องรับฟังความเห็นคนอื่น”
ก่อนที่ สมาชิกสภาปฏิรูปจะเริ่มต้นทำงาน ภาคส่วนสังคมเริ่มถามถึงการต่ออายุสภาปฏิรูปฯ แต่ “ชัยอนันต์” กลับมองว่าจะอยู่ต่อไม่ได้ เพราะสปช. มาจากการคัดเลือกของคณะปฏิวัติ หากให้สภาปฏิรูปอยู่ อาจติดปัญหาการยอมรับ แต่หากอยากให้สปช.มีอยู่ ต้องตั้งใหม่ โดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ด้วยประสบการณ์ในวงการเมือง กว่า 40 ปี ของ “ชัยอนันต์” มองปมปัญหาการเมืองอยู่ที่การวางกรอบอำนาจให้การเมืองส่วนบนมากกว่าส่วนล่า ดังนั้นการอุดช่องว่าง คือการลดอำนาจของ ส.ส. เริ่มจากลดจำนวนให้เหลือเพียง 77 คนมาจากการเลือกตั้งภายในจังหวัดๆ ละ 1 คน ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เนื่องจากการทำหน้าที่ของส.ส.ส่วนใหญ่เป็นเรื่องทางเทคนิค เรื่องวิชาการ จึงไม่จำเป็นต้องมีจำนวนที่มาก และเน้นการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่นให้มากขึ้น เพื่อให้ปัญหาของประชาชนระดับท้องถิ่นได้คนพื้นที่ดูแลอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ
"โมเดลนี้ ส.ส.ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรค บทบาทของพรรคการเมืองจะน้อยลง ผมมองว่าการลดจำนวนจะลดการคอร์รัปชั่นลงด้วย หากมี ส.ส.มาก ก็เกิดการโกงที่คุมยาก เพราะประชาชนไม่รู้ ไม่เห็นกระบวนการ แต่หากเน้นงานระดับท้องถิ่น คนเขาจะเห็นชัดเจน โกงมากไม่ได้"ดร.ชัยอนันต์ กล่าวถึงหลักการสำคัญ
ส่วนสถานะของวุฒิสภานั้น “นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์-การเมือง” ชี้ชัดว่าไม่ต้องมี ส่วนบทบาทกลั่นกรองกฎหมาย ให้ตั้งคณะสภาที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรง จำนวน 10 คน ทำหน้าที่ ขณะที่หน้าที่สำคัญบางประการ เช่น ถอดถอนนักการเมือง ก็โอนเป็นภาระกิจของสภาฯ ส่วนวิธีเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่เห็นด้วยกับการเลือกนายกฯโดยตรง เพราะระบบเลือกผู้บริหารของประเทศไทยยังไม่ครบคลุมทั้งระบบ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด และตำรวจยังมาโดยระบบแต่งตั้ง หากให้เลือกนายกฯ โดยตรงกลไกพวกนี้อาจถูกใช้เอื้อประโยชน์ได้ ดังนั้นนายกฯ ควรใช้ระบบโหวตในสภาฯ โดยไม่จำกัดว่าคนที่จะถูกเลือกต้องเป็น ส.ส. อาจเป็นบุคคลภายนอกก็ได้
ขณะที่องค์กรอิสระควรปรับรูปแบบ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ แม้จะมาจากการแต่งตั้ง ก็ต้องหาความยึดโยงกับสภา ให้สภาเป็นผู้ให้ความเห็นชอบอำนาจ หรือ หน้าที่บางอย่าง และศาลรัฐธรรมนูญที่มีต้องตัดสินเฉพาะเรื่องกฎหมาย,รัฐธรรมนูญ, ความขัดกันขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือตีความสมาชิกภาพ แต่ไม่ใช่ถึงขั้นยุบพรรคการเมือง
ส่วนแนวร่างออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ “ดร.ชัยอนันต์” เสนอตัวเข้าไปร่วมยกร่างฯ นั้น เขาตอบคำถามสำคัญถึงแบบวิธีป้องกันไม่ให้ทหารยึดอำนาจหรือฉีกรัฐธรรมนูญด้วยความอ่อนใจ ว่า ไม่มี เนื่องจากการเข้ารัฐประหารหรือไม่อยู่ที่สถานการณ์ การเปิดจังหวะให้ทหารเข้ามา รวมถึงความยับยั้งชั่งใจขอฝ่ายทหารเองด้วย ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายเสนอให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่จำเป็น เพราะรัฐธรรมนูญไม่ใช่ความขัดแย้งที่ขอความเห็นอย่างชัดเจน และหลังจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยกร่างเสร็จเราจะได้เห็นการยอมรับจากประชาชนโดยปริยาย
ในช่วงท้ายของการเปิดใจเข้ามาเป็น สมาชิกสภาปฏิรูป “ชัยอนันต์” มองภาพอนาคตรัฐบาลไว้ว่า “เขาจะอยู่เกิน 1 ปีหรือไม่ก็แล้วแต่เขา และขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่ทำให้เขาคิดว่าจะอยู่ต่อหรือไม่ ส่วนจะอยู่เกิน 1 ปี ไปถึง 10 ปีเลยย่อมได้ หากเขาไม่โกง เขาสร้างประโยชน์ แต่เขาต้องหาวิธียึดโยงกับประชาชนให้ได้"





