สนช.กับการถอดถอนต้องยึดความถูกต้อง

สนช.กับการถอดถอนต้องยึดความถูกต้อง

ขยายปมร้อน : สนช. กับการถอดถอนต้องยึดความถูกต้องมากกว่าความสะใจ

กลายเป็นปมร้อนระอุอีกครั้ง สำหรับการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในประเด็นถอดถอน“สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และ นิคม ไวยรัชพานิช อดีตรองประธานรัฐสภา” ให้ออกจากตำแหน่งฐานใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2550 และไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ในประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยที่มาของวุฒิสมาชิก ตามสำนวนสอบสวนและชี้มูลของ“คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)” ที่ยืนยันพฤติกรรมความผิดฐานส่อว่าจงใจใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติในมาตรา 3 วรรคสอง และมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ไร้ประเด็นกฎหมายอื่นประกอบ

สิ่งที่สร้างความปวดหัวที่สุด สำหรับกรณีนี้ คือ ความผิดที่ยึดตัวบทของรัฐธรรมนูญ 2550 โดยประเด็นนี้ “พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.” พยายามคลี่ปม โดยตั้งโจทย์พิจารณาที่ว่า “ความผิดตามสำนวน ป.ป.ช.นั้น ถือเป็นความผิดที่มีกฎหมายอื่นบังคับใช้อยู่หรือไม่ แม้ประธานสนช. จะเรียกประชุมทีมกฎหมายส่วนตัว และส่งประเด็นให้ “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่1” ฐานะมือกฎหมายสภาฯ ร่วมพิจารณา แต่ไร้ข้อสรุปที่เป็นทางการ

เหตุที่ “ผู้นำสภาสนปช.” ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ก่อนเริ่มเรื่องตามกระบวนการถอดถอน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคำขู่ ของ “ผู้ที่ถูกชี้มูลและเครือข่าย” ที่เตรียมช่องทางกฎหมายฟ้องร้อง และเอาผิดทางกฎหมาย

โดยประเด็นที่ผู้ที่ถูกชี้มูล ยกเป็นประเด็นต่อกร คือ คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 53-58/2557 ลงวันที่ 6 ส.ค. 2557 ที่ยกคำร้องของสมชาย แสวงการ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม กับพวกรวม 6 คน ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของ“สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และผู้ร่วมเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.... รวม 312 คน” เหตุเพราะมีพฤติกรรมส่อขัดกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 68 ว่าด้วยการล้มล้างการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ในพฤติกรรมของ

เนื้อหาสาระสำคัญของคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ นั้นมีอยู่ว่า “ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีประกาศให้รัฐธรรมนูญ 2550 สิ้นสุดลง และให้ศาลทั้งหลายคงมีอำนาจดำเนินการพิจารณาและพิพากษาคดีตามบทกฎหมายและประกาศคสช. ตามประกาศคสช. ฉบับที่ 11/2557 เรื่องการสิ้นสุดของรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 22 พ.ค. 2557 และต่อมาวันที่ 22 ก.ค. 2557 มีการประกาศใช้บังคับรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว 2557 จึงทำให้การวินิจฉัยสั่งการกรณีบุคคลหรือพรรคการเมืองกระทำการเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่เป็นประโยชน์ที่จะพิจารณาวินิจฉัยคดีต่อไป”

ด้วยคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญจึงถือเป็นหลักการทางกฎหมาย ที่เป็นสภาพบังคับให้องค์กรยึดเป็นบรรทัดฐาน
แต่ประเด็นพิจารณาถอดถอนบุคคลที่เริ่มเข้าสู่กระบวนการมาแล้วนั้น ฟาก “สนช.ขั้วสว.กลุ่ม40” มองว่าต้องเดินให้ครบกระบวนความ จนเสร็จสิ้นสมบูรณ์ เมื่อ ป.ป.ช.ส่งรายงานตรวจสอบคดีถอดถอนบุคคลตามที่มีผู้ร้องมายัง สนช. ที่ทำหน้าที่วุฒิสภาแล้ว ต้องบรรจุเรื่องสู่วาระการประชุมภายใ30วันนับตั้งแต่วันรับรายงาน ส่วนใครจะอ้างว่าตอนนี้คนที่ถูกชี้มูล ไม่อยู่ในตำแหน่งแล้ว หรือ รัฐธรรมนูญ2550 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว ถือเป็นขั้นตอนต่อสู้ทางคดีในชั้นพิจารณาของสนช. ใครก็ไม่มีสิทธิที่จะยุติเรื่องไม่ให้เดินตามกระบวนการได้ แม้แต่ “ประธานสนช.” หรือ “ศาลรัฐธรรมนูญ”
บทสรุปของข้อถกเถียง คงหนีไม่พ้นที่ต้องให้ สนช. ทั้ง 220 คนต้องตัดสินใจและรับผิดชอบร่วมกัน

แต่ปรากฎการณ์ลูกเล่นทางกฎหมายของคู่อริทางการเมือง ระหว่างคนที่อยู่ในอำนาจ และ คนที่หมดอำนาจ ถือเป็นบทพิสูจน์ชั้นยอดของผู้ทรงคุณวุฒิในสภา สนช. ที่ต้องพิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน เพื่อไม่ให้ผลพิจารณากลายเป็นบรรทัดฐานที่ย้อนมาทำร้ายตัวเองในอนาคตได้