ไทยต้องหลุดบัญชีค้ามนุษย์

ไทยต้องหลุดบัญชีค้ามนุษย์

"อดุลย์ แสงสิงแก้ว"ย้ำการบูรณาการทุกภาคส่วนสำคัญมาก และงานหลักคือบังคับใช้กฎหมาย อย่างการจัดระเบียบแรงงานประมง

มันไม่ใช่เรื่องคาดหวัง แต่แค่คิดยังไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันนี้ วันที่มานั่งเป็นรัฐมนตรี" เป็นคำกล่าวแบบซื่อๆ ตรงไปตรงมาสไตล์ ตชด.ของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีต ผบ.ตร.ที่วันนี้ขึ้นแท่นเป็นเสนาบดีในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

แม้ พล.ต.อ.อดุลย์ จะไม่ได้เกษียณอายุราชการในตำแหน่ง ผบ.ตร.แบบสวยงามนัก เพราะถูกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่สำนักนายกรัฐมนตรีหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจ แต่เขาก็มีบทบาทใน คสช.ตลอด ตั้งแต่เป็นรองหัวหน้า คสช.ฝ่ายกิจการพิเศษ ตามด้วย รมว.พม. และล่าสุดก็ยังอยู่ในโครงสร้าง คสช.ที่ตั้งเพิ่มเป็น 15 คน

"บทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด คือ ตอนเป็น ผบ.ตร.มีหน้าที่นำนโยบายของรัฐบาลไปปฏิบัติเป็นหลัก มีกำลังพลที่ต้องดูแล 2 แสนนาย แต่วันนี้เป็นรัฐมนตรี ต้องเน้นงานเชิงนโยบาย ก็ต้องปรับตัวพอสมควร" พล.ต.อ.อดุลย์ บอกขณะนั่งในห้องทำงานในกระทรวง พม.ย่านโบ๊เบ๊ มองเห็นวิวตลาดกลางสะพานขาวในมุมสูง

แม้จะเปลี่ยนห้องทำงานใหม่ ตำแหน่งใหม่ สวมหัวโขนอันใหม่ แต่วิธีการทำงานของ พล.ต.อ.อดุลย์ ยังเหมือนเดิม โดยเฉพาะจุดเด่นที่เคยทำให้ประสบความสำเร็จในการบริหารองค์กรขนาดใหญ่มาแล้ว ทั้งศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า (ศปก.ตร.สน.) ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบยาเสพติด (ป.ป.ส.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทุกหน่วยงานที่ พล.ต.อ.อดุลย์ เป็นผู้นำหน่วย เขาจะทำห้องปฏิบัติการ คล้ายเป็นวอร์รูมที่สามารถมอนิเตอร์สถานการณ์ในหน้างานที่รับผิดชอบได้ทันที เพราะเชื่อว่าเมื่อมีข้อมูลครบ ผู้บริหารก็สามารถตัดสินใจได้รวดเร็วและแม่นยำ

"เป็นการสร้างเครื่องมือการบริหาร ที่นี่ก็มี ผมทำห้องปฏิบัติการพิเศษเพื่อประชุมติดตามความคืบหน้าการปฏิบัติงานที่มอบหมายไป ทุกเช้าผมจะมาประชุมเหมือนมอร์นิ่ง บรีฟ ทั้งติดตามงาน และรับรายงานปัญหาอุปสรรค ตลอดจนประเด็นใหม่ๆ"

"เป้าหมายเบื้องต้นของเราคือภายใน 1 ปี ต้องแก้เรื่องค้ามนุษย์ให้ได้ รวมทั้งเรื่องคนพิการ ส่วนเรื่องเด็กถูกทำร้าย แม่ทิ้งเด็ก ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหารายวัน ต้องเข้าช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว เรามีศูนย์รับแจ้งเหตุ 1300 (ศูนย์ช่วยเหลือสังคม) ต้องพัฒนาให้เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพ ปัจจุบันมีเรื่องร้องเรียนประมาณ 120 เรื่องต่อวัน"

พม.เจ้าภาพแก้ค้ามนุษย์

หนึ่งเดือนเต็มนับจากวันที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พล.ต.อ.อดุลย์ เล่าว่า ที่มาของนโยบาย พม.ในยุคของเขา มาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ยุทธศาสตร์พระราชทาน "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และค่านิยม 12 ประการของนายกรัฐมนตรี

นโยบายมี 3 กลุ่ม แบ่งเป็นนโยบายเร่งด่วน 7 ข้อ นโยบายการปฏิรูปและพัฒนา 4 ข้อ และพันธกิจอีก 9 ด้าน โจทย์ของ พม.คือจะขับเคลื่อนงานอย่างไรให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

"นโยบายเร่งด่วน 7 ข้อนั้น เรื่องที่ตั้งไว้เป็นอันดับ 1 คือ การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เพราะสหรัฐจัดกลุ่มเราอยู่ในระดับ 3 (Tier 3) การแก้ปัญหาต้องทำหลากหลายมิติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานร่วมกัน ทั้ง พม. มหาดไทย กรมประมง กรมเจ้าท่า ตำรวจ ตม. (สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง) หรือแม้แต่กระทรวงการต่างประเทศ" พล.ต.อ.อดุลย์ บอก

อย่างไรก็ดี แม้จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากมาย แต่ถ้าดูตามกฎหมายการค้ามนุษย์ (พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551) กำหนดชัดเจนให้ พม.เป็นเจ้าภาพหลัก มีรัฐมนตรี พม.เป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานบอร์ดระดับชาติ (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เรียกโดยย่อว่า คณะกรรมการ ปคม.) และมีปลัด พม.เป็นเลขานุการ

"บอร์ดระดับชาติมีการประชุมกันไปแล้ว และผมเองก็ประชุมศูนย์ปฏิบัติการ หรือวอร์รูมไปแล้วเช่นกัน ปัญหาเร่งด่วนช่วงก่อนหน้านี้ คือ ลูกเรือประมงไทยที่ไปมีปัญหาที่อินโดนีเซีย (ถูกหลอกไปขายแรงงานที่เกาะอัมบล) ทางกระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการในขั้นต้น จากนั้นเราได้ส่งทีมตำรวจ ดีเอสไอ (กรมสอบสวนคดีพิเศษ) และ พม.ไปที่อินโดนีเซีย พาแรงงานกลับมาฟื้นฟู ส่วนเรื่องการสอบสวนก็ส่งต่อให้ดีเอสไอดำเนินการ"

บูรณาการคือ"หัวใจ"

พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวต่อว่า ปัญหาแรงงานเป็นปัญหาใหญ่และเกี่ยวโยงกับปัญหาการค้ามนุษย์อย่างแยกไม่ออก จึงได้มอบหมายให้กระทรวง พม.ขับเคลื่อนงาน จัดการประชุมระดับชาติ จัดระเบียบแรงงาน เพื่อป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 20 ปี

"ผมได้วางกรอบการขับเคลื่อนไว้อย่างชัดเจน ให้แนวทางการทำงาน ทำแอคชั่น แพลน หรือแผนปฏิบัติการ และกำหนดตัวชี้วัด มีการประเมินผลทุก 3 เดือนตามนโยบายของท่านนายกฯ"

หัวใจของการทำงาน ซึ่งเป็นหัวใจของการแก้ปัญหาด้วย พล.ต.อ.อดุลย์ บอกว่า อยู่ที่การบูรณาการ "นโยบายระดับชาติต้องขับเคลื่อน การบูรณาการทุกหน่วยงานจึงสำคัญมาก ต้องตั้งเลขานุการร่วมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ประชุมแล้วจบ ต้องมีวอร์รูมร่วมกัน วางแผนปฏิบัติการร่วมกัน ขอให้มั่นใจว่าเราทำเต็มที่ รับฟังทุกภาคส่วน และร่วมมือกันทุกหน่วยงาน พร้อมทั้งบูรณาการงานระดับชาติกับพื้นที่ ถ้าทำได้ตามนี้จะดีขึ้น ด้านคดีก็จับมือกับดีเอสไอ ขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ขณะเดียวกันก็รับฟังความคิดเห็นจากเอ็นจีโอด้วย"

เน้นบังคับใช้กฎหมาย

ภารกิจใหญ่จะสำเร็จได้ ต้องมีการนำร่องที่เห็นผลเป็นรูปธรรม พล.ต.อ.อดุลย์ ในฐานะอดีตตำรวจ มองไปที่มาตรการทางกฎหมาย

"ต้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด สอบสวนต่อไปยังผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ตำรวจกับดีเอสไอต้องจับมือกันเพื่อทำคดีให้เร็วขึ้น ระหว่างทำคดีต้องแยกเด็กออกมาจากตัวผู้ใช้แรงงาน ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนต้องนำมาทบทวนทั้งหมด เพื่อแก้ไขให้มีมาตรฐานเท่าเทียมกับต่างประเทศ"

"การบูรณาการทุกภาคส่วนสำคัญมาก และงานหลักคือบังคับใช้กฎหมาย อย่างการจัดระเบียบแรงงานประมง ต้องมีกระบวนการทั้งก่อนลงเรือ ลงเรือแล้ว พบคนถูกหลอกลงเรือต้องแก้ปัญหาให้ได้ จากนั้นต้องวางมาตรการให้รัดกุม บ้านเราจุดอ่อนที่มีมาตลอด คือ การบูรณาการ และเจ้าภาพไม่มี แต่วันนี้กฎหมายชัดเจน การจับมือกันระหว่างหน่วยงานต้องดี และต้องแน่นแฟ้นในการปฏิบัติ"

เขายกตัวอย่างถึงกรณีลูกเรือประมงไทยถูกหลอกไปค้าแรงงานทาสที่อินโดนีเซีย ภารกิจด่วน คือ ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ พม. กระทรวงการต่างประเทศ และสถานกงสุล เมื่อรู้ข้อเท็จจริงแล้วก็นำไปสู่การช่วยเหลือ มีการส่งทีมไป ขณะที่ฝ่ายตำรวจและดีเอสไอต้องขยายผลหาตัวผู้กระทำผิด พม.ก็รับเอาผู้เสียหายไปฟื้นฟู ฝึกอาชีพ นี่คือการทำงานแบบบูรณาการ ผู้รับผิดชอบแต่ละหน่วยต้องยกหูถึงกันได้ มีคนรับผิดชอบแต่ละส่วน

รับมือ"สังคมผู้สูงอายุ"

นโยบายเร่งด่วนมีถึง 7 ข้อ ฉะนั้นงานของ พม.จึงไม่ใช่เรื่องค้ามนุษย์เรื่องเดียว แต่ยังมีงานพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต, การเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ, การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ, การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ด้อยโอกาสและกลุ่มชาติพันธุ์, การพัฒนาที่อยู่อาศัย ชุมชนแออัด ผู้มีรายได้น้อย และการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

"เรื่องการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต เราได้บูรณาการกับหลายกระทรวง ทั้งสาธารณสุข มหาดไทย ศึกษาธิการ แต่ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน และมีเงื่อนเวลารออยู่แล้ว คือ การเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งคาดการณ์กันว่าในปี 2576 จะมีผู้สูงอายุถึง 1 ใน 4 ของประชากรประเทศ"

"โจทย์คือทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม มีคุณภาพ มีคุณค่ากับสังคม ผมเห็นตัวอย่างที่สวนลุมฯ (สวนสาธารณะสวนลุมพินี) มีผู้สูงอายุรวมตัวกันทำกิจกรรมออกกำลังกาย ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน กลายเป็นสังคมที่ดี ผมจึงใช้สวนลุมฯเป็นโมเดล ก็จะเริ่มจากตรงนั้น ดึงกระทรวงสาธารณสุขมาดูแลสุขภาพให้"

"จากนั้นก็ต้องคิดต่อว่าต่างจังหวัดจะทำอย่างไร คนไม่มีลูก ไม่มีครอบครัว จะดูแลเขาอย่างไร ปัญหามันหลากหลาย ต้องวางแนวทางไว้หลายๆ แบบ หรือการประกอบอาชีพของคนวัย 60 ปีขึ้นไป ยกตัวอย่างที่ญี่ปุ่น มีเยอะมาก ไม่เป็นภาระกับสังคม แต่เป็นผู้ทำประโยชน์ให้สังคม"

พล.ต.อ.อดุลย์ บอกอีกว่า นอกจากผู้สูงอายุแล้ว พม.ยังดูแลส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ ส่งเสริมการประกอบอาชีพที่คนพิการทำได้ เช่น งานรับโทรศัพท์ ถ้าบริษัทไหนรับเข้าทำงาน ก็จะได้สิทธิพิเศษทางภาษี อย่างนี้เป็นต้น

ส่วนนโยบายปฏิรูปและการพัฒนา 4 ด้าน คือ ปรับปรุงโครงสร้างองค์กร การพัฒนาบุคลากร พัฒนากฎหมายด้านสังคม และการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมนั้น พล.ต.อ.อดุลย์ บอกว่า หลักคิด คือ จะพัฒนาใคร ต้องพัฒนาตัวเองก่อน คนทำงานต้องมีความสุขในการทำงานก่อน

"ผมได้หารือกับปลัดกระทรวง วางแผนเรื่องกำลังคน จัดให้มีหลักสูตรพัฒนาบุคลากร อบรม เทรนนิ่งต่างๆ เพื่อให้ข้าราชการ พม.มีศักยภาพมากที่สุด"