บัญชา สมาชิกสปช. เผยแผนปฏิรูป ป.ป.ช.เพื่อเพิ่มความโปร่งใส เป็นธรรมในการตรวจสอบค้านยุบองค์กร
นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ สมาชิกสภาปฎิรูปแห่งชาติ (สปช.) เข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะฝ่ายเลขานุการสปช. และให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดการปฏิรูปว่า ตนต้องการจะปฏิรูปองค์กรอิสระเพื่อให้มีการคานอำนาจระหว่างหน่วยงานรวมถึงสร้างหลักประกันให้ประชาชนพึงพอใจและเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะประเด็นการสอบสวนพยานของหน่วยงานที่ควรมีการบันทึกภาพ เสียงของการสอบสวนทุกปาก เพื่อนำส่งศาล ส่วนกระบวนการทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นั้นอยากให้เน้นการทำงานที่โปร่งใส เป็นธรรม ซึ่งคดีที่ผ่านมาโดยเฉพาะคดีที่ส่งไปยังศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตนน้อมรับ แต่ควรมีวิธีทำงานเพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม เช่น ให้ส่งเรื่องมายังรัฐสภา ภายหลังจากที่คณะอนุกรรมการไต่สวนของ ป.ป.ช.แล้วเสร็จ เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาลงมติด้วยคะแนน 1 ใน 10 ก่อนที่จะส่งเรื่องที่ได้ไต่สวนไปยังศาลฏีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป ส่วนกรณีที่มีการระบุถึงการยุบป.ป.ช.นั้นตนไม่เห็นด้วย แต่ควรปฏิรูปองค์กรจะดีกว่า
“มีหลายประเด็น ที่ ป.ป.ช. ควรปฏิรูป ทั้งอายุความของผู้ที่ถูกกล่าวหาที่ร้องขอความเป็นธรรมโดยการฟ้องกลับป.ป.ช.ที่ถูกกำหนดไว้ 15 ปี แต่คดียังไม่เสร็จก็ต้องขาดอายุความเป็นเสียก่อนแล้วถามว่าผู้ถูกกล่าวหาจะได้รับความเป็นธรรมได้อย่างไร เพราะในหลายคดีเมื่อศาลพิพากษาถึงที่สุดก็ใช้เวลาถึง 20 ปี ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะต้องการสร้างบรรทัดฐานของความเป็นธรรมในคดี ดังนั้นควรจะมีการแก้กฎหมายเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ต้องการได้รับความเป็นธรรมสามารถฟ้องศาลชั้นต้นได้อีกทางหนึ่งและป.ป.ช.เองก็ไม่ควรหวั่นไหว และผมเชื่อว่าป.ป.ช.น่าจะให้ความร่วมมือเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมศาลชั้นต้นในฐานะผู้เสียหาย หากป.ป.ช.ให้ความร่วมมือในการแก้กฎหมายได้ ผมคิดว่าป.ป.ช.จะสง่างามและตอบสังคมได้” นายบัญชา กล่าว
นายบัญชา ในฐานะทนายความของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เพื่อต่อสู้คดีโครงการรับจำนำข้าว กล่าวถึงกรณีที่ป.ป.ช.ได้ชี้มูลว่ามีความผิดและเรื่องอยู่ระหว่างการหารือกับอัยการสูงสุดเพื่อส่งฟ้องศาล ว่า เรื่องดังกล่าวนั้นหาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ผิดก็ต้องน้อมรับ แต่ ป.ป.ช.ควรให้ความเป็นธรรมกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ด้วย





