ทนายยิ่งลักษณ์ชี้มติ ป.ป.ช.เร่งรีบ-รวบรัด-ขัดแย้งในตัวเอง นิด้าเสนอโมเดลปฏิรูปสังคม 6 ด้าน
"ทนายยิ่งลักษณ์" ตั้งโต๊ะแถลงโต้ ป.ป.ช. ชี้มุ่งใช้เทคนิคทางกฎหมายเดินหน้าถอดถอนอดีตนายกฯ กังขาเหตุใดต้องเร่งรีบ รวบรัด ทั้งๆ ที่คดีอาญา อัยการยังพบข้อไม่สมบูรณ์อื้อ แถมมติให้ส่งเรื่องถอดถอนยังขัดแย้งกับมติชี้มูลของตัวเอง ด้านวงถกคณะทำงานร่วม ป.ป.ช.-อสส.คดีจำนำข้าวยังไม่ได้ข้อสรุป จ่อสอบพยานเพิ่ม
นายพิชิต ชื่นบาน อดีต ส.ส.และคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายทีมทนายคดีรับจำนำข้าวของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดแถลงข่าวเมื่อวานนี้ (10 ต.ค.) ที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค ถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติให้ส่งรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ไปยังประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อดำเนินการตามกระบวนการถอดถอนออกตากตำแหน่ง โดยอ้างว่าเป็นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ซึ่งยังมีผลบังคับใช้
นายพิชิต ตั้งข้อสังเกตเป็นข้อๆ ว่า 1.ทำไม ป.ป.ช.ต้องเร่งรีบ รวบรัด ทั้งๆ ที่มีข้อโต้แย้งถึงรายงานและสำนวนการสอบสวนของอัยการสูงสุดว่า คดีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด (วันที่ 8 พ.ค.57) นั้นมีข้อไม่สมบูรณ์ การไต่สวนพยานหลักฐานที่ผ่านมายังไม่สิ้นกระแสความในหลายประเด็นที่เป็นสาระสำคัญ และข้อไม่สมบูรณ์ถือเป็นองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายหรือไม่ อันเป็นมูลเหตุที่มีการกล่าวหาในคดีอาญา และคดีถอดถอนออกจากตำแหน่ง
เมื่อเหตุของการส่งเรื่องสำนวนและรายงานยังไม่สมบูรณ์ ผลที่ สนช.จะไปดำเนินการถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ จะสมบูรณ์ได้อย่างไร เพราะองค์กรในกระบวนการยุติธรรมในทางอาญาด้วยกันยังโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายอยู่
2.มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.ขัดแย้งในตัวเอง กล่าวคือ เมื่อวันที่ 8 พ.ค.57 คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ กระทำผิดบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 อันเป็นมูลเหตุให้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ตามรัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 270 แต่จากการให้เหตุผลในการส่งเรื่องคดีถอดถอนให้แก่ สนช. มติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในวันนี้กลับไม่กล่าวถึงมูลเหตุให้ถูกถอดถอนว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ กระทำผิดรัฐธรรมนูญ แต่อ้างเฉพาะกฎหมายลูก คือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ เพียงอย่างเดียว
"ป.ป.ช.มุ่งใช้เทคนิคทางกฎหมาย สละประเด็นการกระทำผิดรัฐธรรมนูญของนางสาวยิ่งลักษณ์ทิ้ง แล้วมาอ้างกฎหมายลูก เรื่องนี้น่าจะเป็นเพราะมีข้อโต้แย้งในหลักการทางกฎหมายที่รัฐธรรมนูญปี 50 ถูกยกเลิกและสิ้นสุดลงแล้ว เพราะมติชี้มูลครั้งแรกของ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 8 พ.ค.57 ก็ระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้ง"
นายพิชิต ได้เรียกร้องให้ สนช.ตรวจสอบมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่ามูลเหตุแห่งการดำเนินคดีถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ที่ ป.ป.ช.กล่าวหาและมีมติคือ เรื่องกระทำผิดรัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 178 ใช่หรือไม่ หากใช่ก็ต้องพิจารณาว่าเมื่อรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงแล้ว สนช.จะดำเนินคดีถอดถอนได้หรือไม่ เพราะหากเหตุไม่สมบูรณ์ ผลก็ย่อมไม่สมบูรณ์ตามไปด้วย เรื่องนี้ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงการดำเนินคดี แต่การดำเนินคดีก็ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายด้วย
ป.ป.ช.-อัยการถกคดียิ่งลักษณ์ไม่ลงตัว
วันเดียวกัน ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ รองอัยการสูงสุด ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานร่วมพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ในสำนวนคดีโครงการรับจำนำข้าวของนางสาวยิ่งลักษณ์ ในส่วนของคดีอาญา กล่าวภายหลังการประชุมคณะทำงานร่วม ป.ป.ช.กับอัยการสูงสุด (อสส.) ในข้อไม่สมบูรณ์เป็นครั้งที่ 2 ว่า จากการหารือข้อไม่สมบูรณ์หลายด้านยังไม่ได้ข้อยุติ ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นตรงกันเพียง1-2 ข้อเท่านั้น ส่วนที่เหลือยังต้องพูดคุยในรายละเอียด ยังไม่สามารถเปิดเผยได้
ครั้งนี้เป็นการให้รายละเอียดซึ่งกันและกัน และ ป.ป.ช.ได้ขอไปพิจารณาในรายละเอียดบางประเด็น จึงจะให้ความเห็นกลับมาอีกครั้ง ส่วนข้อไม่สมบูรณ์ยังเป็นข้อไม่สมบูรณ์เดิมที่อัยการสูงสุดส่งกลับมา และต้องพิจารณาเป็นรายข้อ
ทั้งนี้ คณะทำงานร่วมฯได้เร่งพิจารณาข้อยุติเพื่อประโยชน์ของคดีโดย ไม่ได้มีความกังวลใดๆ อสส.ต้องการให้คดีมีความสมบูรณ์ทุกอย่าง เพื่อนำไปฟ้องและศาลสามารถลงโทษได้
เตรียมสอบพยานเพิ่ม-นัดถก7พ.ย.
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการให้สอบพยานเพิ่มหรือไม่ นายวุฒิพงศ์ กล่าวว่า หากจะสอบพยานเพิ่มต้องดำเนินการร่วมกัน โดยให้มีการสอบพยานเพิ่มจำนวนหลายปากด้วยกัน และพยานบางส่วนเคยเป็นพยานที่นางสาวยิ่งลักษณ์ เคยร้องขอต่อ ป.ป.ช.มาแล้ว โดยได้นัดหมายหารือในวันที่ 7 พ.ย.ซึ่งอาจจะได้ข้อสรุปหรือไม่ก็ได้
เมื่อถามย้ำว่า พยานที่จะขอสอบเพิ่มต้องการสอบลึกในประเด็นใดบ้าง นายวุฒิพงศ์ กล่าวว่า มีหลายเรื่องแต่ยังไม่ต้องการเปิดเผย
ส่วนที่มีการมองว่า อสส.มีความพยายามถ่วงเวลาคดีนี้นั้น นายวุฒิพงศ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่ได้ถ่วงเวลา อสส.ต้องการให้จบเร็ว เพราะมีงานอื่นอีกมาก ไม่ใช่มีเรื่องนี้เรื่องเดียว ทุกคนที่ทำคดีก็ต้องการให้เสร็จ เพราะยิ่งช้าเดี๋ยวจะลืม
เมื่อถามถึงข้อสงสัยของ อสส.กรณีการยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวเป็นอำนาจของนางสาวยิ่งลักษณ์หรือไม่ นายวุฒิพงศ์ กล่าวว่า ไม่ขอตอบ เพราะหากตอบอะไรไปจะเป็นประเด็นทันที แต่ไม่ใช่เรื่องที่มีความเห็นไม่ตรงกัน ยังมีหลายเรื่องที่ต้องพิจารณา วันนี้พิจารณากัน 2 ข้อ แต่หารือกันได้เพียงข้อเดียว และหาก ป.ป.ช.ยืนยันว่าสำนวนดังกล่าวสมบูรณ์ที่สุดแล้ว ก็คงเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย
เมื่อซักว่า ป.ป.ช.จะสามารถส่งฟ้องเองได้เลยหรือไม่ รองอัยการสูงสุด ตอบว่า ยังไม่ถึงขั้นนั้น ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นรวบรวมพยานหลักฐานคุยความเห็นที่ไม่ตรงกัน หากข้อใดยังเห็นว่าไม่สมบูรณ์ก็ต้องคุยกันก่อน
สปช.รายงานตัวแล้ว 163 คน
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการรายงานตัวของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) วานนี้ (10 ต.ค.) ซึ่งเป็นวันที่ 3 ว่า ตั้งแต่เช้าถึงบ่ายมีสมาชิก สปช. เดินทางเข้ามาแสดงตนต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ สปช. อย่างต่อเนื่อง รวมแล้วมีสมาชิก สปช.มารายงานตัววานนี้ (10 ต.ค.) 59 คน ทำให้ขณะนี้มี สมาชิก สปช.มารายงานตัวแล้วทั้งสิ้น 163 คน
"จรัส"ชี้แต่งตั้งท้องถิ่นไม่ใช่การพัฒนา
นายจรัส สุวรรณมาลา สมาชิก สปช. กล่าวถึงการปฏิรูปท้องถิ่นว่า จากการศึกษาพบว่ามีองค์กรส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กๆ ไม่สามารถทำทุกเรื่องที่รัฐบาลใส่ลงไปได้ แต่บางเรื่องเขาก็ทำได้ดี เช่น การศึกษาที่ทำได้ดีกว่าในเมือง แต่สิ่งที่ใหญ่กว่านั้นคือการเปลี่ยนผ่านของสังคมไทย สังคมเมืองเกิน 53 เปอร์เซ็นต์ไม่มีการบริหารจัดการ
ทั้งนี้ การปกครองท้องถิ่นในอนาคตต้องเป็นไปตามหลักการที่ควรจะเป็น คือ การเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น แต่การเดินไปสู่การแต่งตั้งไม่ใช่การพัฒนา อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปเป็นการจัดโครงสร้างและทิศทางการเดินให้เข้าที่เข้าทาง แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะเสร็จภายในปีเดียว
"วันชัย"ปัดร่วมยกร่างรธน.
นายวันชัย สอนสิริ สมาชิก สปช. กล่าวว่า ไม่ขอเสนอตัวไปร่วมเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่จะขอทำหน้าที่ สปช. ซึ่งส่วนตัวตั้งใจที่จะปฏิรูปเรื่องการเข้าสู่อำนาจ และอำนาจรัฐ
อย่างไรก็ดี เขากล่าวว่า ทราบว่าในเร็วๆ นี้จะมีการพูดคุยกันของอดีต ส.ว.และกลุ่มคนที่มีแนวความคิดเดียวกัน ประมาณ 40-50 คนเพื่อหารือถึงแนวทางและกรอบการทำงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของ สปช. เพื่อให้การทำงานเป็นเอกภาพ
กกต.ศึกษาก.ม.รับยกร่างรธน.
นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงวานนี้ ( 10 ต.ค.) ว่า ได้นำส่งรายชื่อและข้อมูลประวัติของผู้ที่เข้ารับการเสนอชื่อเป็น สปช. ที่ไม่ได้รับการคัดเลือกจำนวน 7,370 คนให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้วตามที่ คสช.ร้องขอ เพื่อนำไปพิจารณาว่าบุคคลเหล่านี้จะสามารถเข้ามาช่วยในเรื่องของการปฏิรูปบ้านเมืองได้อย่างไร
นายภุชงค์ กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางการปฏิรูปขณะนี้ทาง กตต.ได้ตั้งคณะทำงาน 3 คณะเพื่อศึกษาข้อกฎหมาย และปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาของ กกต. ซึ่งอาจจะต้องมีการเสนอแก้ไข หรือเสนอเป็นข้อมูลเมื่อมีการยกร่างรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
โดยกฎหมายที่ กกต.กำลังเข้าไปตรวจสอบในขณะนี้มีสิ้น 6 ฉบับ ประกอบด้วย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว., พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ, พ.ร.บ.เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น และพ.ร.บ.การถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น โดยคณะทำงานจะมีการประชุมในการทุกสัปดาห์เพื่อทำการศึกษาประเด็นต่างๆ และจัดให้เป็นระบบไว้รองรับกับการยกร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้น
ส่วนข้อเสนอว่า หากมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จจะให้มีการออกเสียงประชามตินั้น นายภุชงค์ กล่าวว่า ขณะนี้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2552 ยังไม่เคยถูกนำมาใช้ แต่ในการศึกษาของคณะทำงานก็จะมีการพิจารณาถึงปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ เตรียมไว้ด้วย
เมื่อถามว่า แนวทางปฏิรูปที่มีการเสนอให้ กกต.เป็นองค์กรตรวจสอบนโยบายประชานิยม ได้มีการเตรียมการอย่างไร นายภุชงค์ กล่าวว่า การตรวจสอบนโยบายประชานิยมทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะเป็นหน่วยงานหลัก ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการหารือร่วมกันระหว่าง กกต.กับ ป.ป.ช.ไปบ้างแล้ว แต่จะรอให้มีความชัดเจนในรัฐธรรมนูญเสียก่อน เพื่อจะได้มีการกำหนดแนวทางที่ชัดเจนไว้พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญต่อไป
นิด้าแนะปฏิรูปโครงสร้างสังคม6ด้าน
วันเดียวกัน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) แถลงข่าว นิด้าโมเดลปฏิรูปประเทศไทย (ตอนที่ 3 ) เรื่อง "กางแผนปฏิรูปโครงสร้างทางสังคม"
ศ.ดร.กัลยาณี เสนาสุ คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นิด้า กล่าวถึงแนวทางปฏิรูปด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ว่า เสนอประเด็นที่สำคัญ 6 ด้าน เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาคนไทย 1.จริยธรรม 2.ความเป็นพลเมืองดี 3.ภาวะผู้นำ 4.ทักษะการคิด คุณลักษณะ และขีดความสามารถของคนไทยเพื่อรองรับระบบเศรษฐกิจยุคดิจิทัล 5.ความสุขและคุณภาพชีวิต 6.วัฒนธรรมของชาติ
เสนอปฏิรูปสิ่งแวดล้อม
ด้าน รศ.ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ รองอธิบดีฝ่ายวางแผนและอาจารย์ประจำคณะพัฒนาสังคมและทรัพยากรมนุษย์ กล่าวถึงแนวทางปฏิรูปด้านสิ่งแวดล้อมว่า แบ่งออกเป็น 16 ข้อ อาทิ โครงสร้างองค์กรและการบ่งบอกหน้าที่ความรับผิดชอบระหว่างหน่วยงานส่วนกลางกับส่วนภูมิภาค การใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม เช่น ภาษีที่ดิน การถือครองที่ดิน ภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีการจัดการของเสีย ภาษีน้ำเสีย เป็นต้น เน้นผู้ผลิตเป็นผู้จ่าย
นอกจากนี้ยังเสนอให้ปฏิรูปการใช้ที่ดิน การถือครองที่ดินเพื่อการเกษตรให้ชัดเจน อาทิ ปริมาณพื้นที่การถือครอง การเสียภาษีอัตราก้าวหน้า การจัดตั้งธนาคารที่ดินเพื่อการเกษตร และให้ระดับท้องถิ่นมีบทบาทและอำนาจมากขึ้น
เขายังเสนอให้ปฏิรูประบบจัดสรรการใช้ทรัพยากรเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างภาคประชาชน ท้องถิ่น และภาคอุตสาหกรรม อาทิ ทรัพยากรน้ำ ปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการจัดทำ EIA EHIA และSIA ให้เกิดความเป็นธรรมและเป็นเครื่องมือที่มีคุณประโยชน์ชัดเจน มีกระบวนการติดตามผลภายหลัง เป็นต้น





