ทนายยิ่งลักษณ์โต้ปปช.มุ่งใช้เทคนิคทางกฎหมายจัดการ"การถอดถอนอดีตนายกฯ"
นายพิชิต ชื่นบาน ในฐานะคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย และที่ปรึกษากฎหมายทีมทนายความคดีโครงการรับจำนำข้าว ตั้งข้อสังเกตต่อข่าวของสำนักงาน ป.ป.ช.กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาส่งรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไปยังประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะในการทำความเข้าใจ ว่า
1.ทำไมต้องเร่งรีบ รวบรัด ทั้งๆ ที่มีข้อโต้แย้งถึงรายงานและสำนวนการสอบสวนของอัยการสูงสุดว่า คดีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด (วันที่ 8 พ.ค.57) นั้นมีข้อไม่สมบูรณ์ การไต่สวนพยานหลักฐานที่ผ่านมายังไม่สิ้นกระแสความในหลายประเด็นที่เป็นสาระสำคัญ และข้อไม่สมบูรณ์ถือเป็นองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายหรือไม่ อันเป็นมูลเหตุที่มีการกล่าวหาในคดีอาญา และคดีถอดถอนออกจากตำแหน่ง เมื่อเหตุของการส่งเรื่องสำนวนและรายงานยังไม่สมบูรณ์ ผลที่สภา สนช.จะไปดำเนินการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะสมบูรณ์ได้อย่างไร เพราะเมื่อองค์กรในกระบวนการยุติธรรมในทางอาญาด้วยกันยังโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายอยู่
นอกจากนี้ คดีถอดถอนก่อนการชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไปผูกรวมไว้กับคดีอาญา ทั้งๆ ที่เป็นคนละกรณีกัน และทีมทนายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โต้แย้งการรวมคดีมาตลอด ป.ป.ช.ไม่รับฟัง แต่เมื่อคดีอาญาถูกอัยการสูงสุดชี้ว่ามีข้อไม่สมบูรณ์ ทำไมเวลานี้ ป.ป.ช.กลับจะแยกสำนวนถอดถอนออกจากสำนวนคดีอาญา ไม่รอว่าผลที่สุดคดีอาญาจะมีผลเป็นประการใด แม้เทคนิคทางกฎหมาย ป.ป.ช.จะอ้างว่าทำได้แต่ต้องคำนึงถึงหลักนิติธรรมด้วย
นายพิชิต กล่าวต่อว่า 2.มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.ขัดแย้งในตัวเองอย่างมีข้อสังเกตกล่าวคือ เมื่อวันที่ 8 พ.ค.57 คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ กระทำผิดบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 อันเป็นมูลเหตุให้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 270 แต่จากการให้เหตุผลในการส่งเรื่องคดีถอดถอนให้แก่ สนช.มติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในวันนี้กลับไม่กล่าวถึงมูลเหตุให้ถูกถอดถอนว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ กระทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 อีก กลับอ้างกฎหมายลูกคือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีคำถามว่า ทำไมต้องใช้เทคนิคทางกฎหมาย โดยไปอ้างกฎหมายลูกที่มีลำดับรองจากรัฐธรรมนูญในการส่งเรื่องให้สภา สนช.เพราะเหตุใด ป.ป.ช.จึงสละประเด็นที่มีการชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ เมื่อวันที่ 8 พ.ค.57 ทิ้งเสีย โดยไม่ยืนยันมติการชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่ากระทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 178
ทั้งนี้ ขอตั้งข้อสังเกตว่า ป.ป.ช.มุ่งใช้เทคนิคทางกฎหมายที่สละประเด็นการกระทำผิดรัฐธรรมนูญของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทิ้งมาอ้างกฎหมายลูกคือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญแทนนั้น น่าจะเป็นเพราะมีข้อโต้แย้งในหลักการทางกฎหมายที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 ถูกยกเลิกและสิ้นสุดลงแล้ว ดังนั้น คำตอบเรื่องนี้น่าจะตัดสิ้นได้ว่า เมื่อวันที่ 8 พ.ค.57 ป.ป.ช.มีมติว่าอย่างไร ซึ่งคำตอบคือ ป.ป.ช.มีมติว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ กระทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 ดังนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงโดยเฉพาะ มาตรา 270 เรื่องการถอดถอนจึงไม่อาจดำเนินการใดๆ ต่อไปได้อีก วันนี้แม้จะหลีกเลี่ยงและทิ้งประเด็นการกระทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะมติชี้มูลครั้งแรก เมื่อวันที่ 8 พ.ค.57 ระบุไว้ชัดแจ้งแล้ว
จึงเรียกร้องต่อ สนช.แม้ว่าเรื่องนี้ ป.ป.ช.จะอ้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 6 ที่ให้ สนช.ทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา รวมทั้งข้อบังคับการประชุมของสภา สนช.ว่ามีอำนาจหน้าที่ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ก็ตาม แต่เพื่อการอำนวยความยุติธรรมและดำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม ซึ่ง คสช.ผู้แต่งตั้งสภา สนช.ก็มีเจตนารมณ์ตามคำสั่งที่ 63/2557 อยู่ด้วย จึงขอเรียกร้องให้ สภา สนช.ตรวจสอบมติคณะกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 8 พ.ค.57 ว่ามูลเหตุแห่งการดำเนินคดีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ ป.ป.ช.กล่าวหาและมีมติคือ เรื่องกระทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 ใช่หรือไม่ หากใช่ก็ต้องพิจารณาว่าเมื่อรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงแล้วสภา สนช.จะดำเนินคดีถอดถอนได้หรือไม่ เพราะหากเหตุไม่สมบูรณ์ผลก็ย่อมไม่สมบูรณ์ตามไปด้วย เรื่องนี้ไม่ใช่หลีกเลี่ยงการดำเนินคดี แต่การดำเนินคดีก็ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายด้วย





