"คลัง"มั่นใจเบิกงบซ่อมสร้างกระตุ้นศก.30%ในสิ้นปี"พงษ์ภาณุ"เผยเตรียมเสนอครม.พับแผนโครงการไทยเข้มแข็งสัปดาห์หน้า
คลังอนุมัติพับโครงการลงทุนไทยเข้มแข็งเสนอคณะรัฐมนตรีสัปดาห์หน้า พร้อมผันงบไปใช้ในโครงการลงทุนซ่อมสร้างกระตุ้นเศรษฐกิจ คาดทุกโครงการพร้อมทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภายในสิ้นปี โดยเม็ดเงินลงทุนรวม 2.3 หมื่นล้านบาท จะมีการเบิกจ่ายไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจระยะแรกได้ประมาณ 30%
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ รองปลัดกระทรวงการคลัง เปิด เผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองงบลงทุนโครงการไทยเข้มแข็งว่า ที่ประชุมได้พิจารณากลั่นกรองงบลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็ง ในส่วนที่ยังไม่มีการเบิกจ่าย และอยู่ระหว่างการเบิกจ่าย โดยในส่วนที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายนั้น
ที่ประชุมได้มีมติยกเลิกโครงการลงทุน และนำงบดังกล่าวไปใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ส่วนงบที่อยู่ระหว่างการเบิกจ่ายนั้น ที่ประชุมมีมติให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งรัดการเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้ หากไม่สามารถเบิกจ่ายได้ทัน จะดำเนินการตัดงบ เพื่อนำไปสมทบในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
การเปลี่ยนแปลงโครงการลงทุนในงบลงทุนไทยเข้มแข็งดังกล่าว จะต้องนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี และ สภานิติบัญญัติ เนื่องจาก เงินที่นำมาใช้ในโครงการดังกล่าว เป็นเงินกู้ตามพ.ร.ก.การกู้เงินโครงการไทยเข้มแข็ง หากจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงการลงทุนจะต้องนำเสนอเข้าสู่สภานิติบัญญัติ โดยกระทรวงการคลังจะได้นำมติที่ประชุมดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี และรัฐบาลจะได้นำเสนอเข้าสู่สภานิติบัญญัติภายในสัปดาห์หน้านี้ เพื่อเร่งรัดการเบิกจ่าย
ทั้งนี้ งบลงทุนไทยเข้มแข็งในส่วนที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายและอยู่ระหว่างการเบิกจ่ายมีจำนวนรวมประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้ เป็นงบที่รอการเบิกจ่ายอยู่ประมาณ 500 ล้านบาท ทั้งสองส่วนกระจายอยู่ตามส่วนงานราชการต่างๆ โดยในส่วนที่มีการเบิกเงินจากกระทรวงการคลังไปแล้วแต่ยังไม่ได้มีการเบิกจ่าย ทางกระทรวงการคลังก็ต้องเรียกงบกลับคืนมา
สำหรับโครงการลงทุนตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะนำงบลงทุนไทยเข้มแข็งไปใช้นั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแล้วและสามารถเบิกจ่ายได้ทันที ส่วนใหญ่เป็นโครงการลงทุนที่เกี่ยวกับการซ่อมสร้าง เช่น การซ่อมโรงเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ การซ่อมโรงพยาบาลและการจัดซื้อครุภัณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข การซ่อมสร้างถนนของกระทรวงคมนาคม การซ่อมแซมอาคารของกระทรวงกลาโหม เป็นต้น
"การลงทุนในโครงการดังกล่าว จะสามารถเบิกจ่ายได้อย่างรวดเร็ว เพราะเป็นโครงการที่มีอยู่แล้ว แต่ก่อนหน้านี้ ของบประมาณมาแล้วไม่ได้ ขณะเดียวกัน กรมบัญชีกลางก็ได้ผ่อนปรนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในระบบอี-ออคชั่นให้มีความรวดเร็วจากเดิมประมาณ 90 วันเหลือ 28 วัน ซึ่งจะช่วยให้การเบิกจ่ายงบลงทุนส่วนนี้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น และ จะทำให้งบประมาณเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมาย โดยที่รัฐบาลไม่จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติม" นายพงษ์ภาณุ
นายพงษ์ภาณุ กล่าวว่า งบลงทุนส่วนนี้ จะนำไปรวมกับงบกลางที่ยังไม่มีการใช้จ่ายในปีงบประมาณ 2557 จำนวนประมาณ 7.8 พันล้านบาท รวมเป็นงบลงทุนในการกระตุ้นเศรษฐกิจในโครงการซ่อมสร้างนี้รวมประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท
"เราประเมินว่า ภายใน 3 เดือนสุดท้ายของปี หน่วยงานราชการที่มีแผนลงทุนในโครงการดังกล่าวจะมีการทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างได้หมด และ จะมียอดการเบิกจ่ายได้เร็วสุดภายใน 3 เดือนนับจากนี้จำนวน 30% ของวงเงินทั้งหมด" นายพงษ์ภาณุ กล่าว
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีมติให้สร้างระบบติดตามการเบิกจ่ายงบลงทุนในส่วนนี้ เพื่อเร่งรัดการเบิกจ่ายและติดตามการลงทุนให้เกิดความโปร่งใส โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะและฝ่ายไอทีของกระทรวงการคลังจะร่วมกันดูแลในเรื่องดังกล่าว
สำหรับงบลงทุนไทยเข้มแข็งนี้ เกิดขึ้นในปี 2552 โดยรัฐบาลสมัยนั้น ได้ออกพ.ร.ก.กู้เงินเพื่อลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็งจำนวน 4 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้ เป็นงบลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็งจริงๆ จำนวน 3.5 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือจำนวน 5 หมื่นล้านบาท นำไปใส่ไว้ในเงินคงคลัง ปัจจุบันเหลืองบที่ยังไม่ได้มีการเบิกจ่าย 1.5 หมื่นล้านบาทดังกล่าว





