โปรแกรม"ประยุทธ์"เยือนพม่า9-10ต.ค. หารือกับ"เต็งเส่ง" ร่วมกำหนดยุทธศาสตร์ความร่วมมือ และเซ็นเอ็มโอยู3ฉบับ
ที่ทำเนียบรัฐบาล ร้อยเอกนายแพทย์ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จะนำคณะผู้บริหารระดับสูงภาครัฐ เดินทางเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 9-10 ตุลาคม นี้ เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศที่แน่นแฟ้นอยู่แล้วให้ลึกซึ้ง และร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์เพื่อการพัฒนาอย่างรอบด้าน (comprehensive)
โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวอีกว่า วัตถุประสงค์ของการเดินทางเยือนครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะได้ร่วมหารือกับผู้นำเมียนมาร์ เพื่อร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์สำหรับความร่วมมือไทย-เมียนมาร์ ในระยะต่อไป และผลักดันความร่วมมือที่สำคัญเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน อาทิ การแก้ไขปัญหาความยากจน การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การส่งเสริมการค้าบริเวณชายแดน ความร่วมมือด้านพลังงานและการพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างกัน พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีจะได้แนะนำตัวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ ตามธรรมเนียมปฏิบัติของชาติสมาชิกอาเซียนและถือการเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ในฐานะประธานอาเซียนด้วย
ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวอีกว่า ภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรีได้แก่ เข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการกับนาย เต็ง เส่ง ประธานาธิบดีเมียนมาร์ และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู) 3ฉบับ ณ กรุงเนปิดอร์ พร้อมกับมีการหารือกับภาคธุรกิจไทยในเมียนมาร์และมอบนโยบายแก่ทีมประเทศไทย ณ สถานเอกอัครราชทูต กรุงย่างกุ้ง ทั้งนี้บันทึกความเข้าใจทั้ง 3 ฉบับ คือ 1.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง จ.เชียงใหม่ - เชียงตุง 2.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง จ.ประจวบคีรีขันธ์ - มะริด และ3.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง จ.ระนอง - เกาะสอง
"จะเป็นการลงนามระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดไทยและเมียนมาร์ เพื่อสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยและเมียนมาร์ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า พัฒนาเศรษฐกิจชายแดนและกระชับความสัมพันธ์ภาคประชาชนระหว่างกัน"โฆษกฯ กล่าว
ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับภาพรวมความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เมียนมาร์ นั้นถือเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์ที่ดีในทุกๆ มิติทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคง ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมืออันดี ผู้นำทั้งสองประเทศมีความเข้าใจและสนิทสนมและคุ้นเคยระหว่างกัน เน้นการเป็นพันธมิตรเพื่อความมั่นคงและการพัฒนา (partnership for security and development) เน้นการจัดระเบียบและพัฒนาพื้นที่ชายแดนอย่างครบวงจร การปราบปรามยาเสพติด พัฒนาโครงการเชื่อมโยงทางถนน การเปิดจุดผ่านแดนเพิ่มเติม ความร่วมมือด้านพลังงาน ความร่วมมือด้านแรงงาน ที่เมียนมาร์ให้ความสนับสนุนนโยบายการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวของ คสช. และทั้งสองประเทศจะได้ร่วมมือกันผลักดันโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจทวายให้คืบหน้า ซึ่งคณะกรรมการระดับสูง (Joint High-Level Committee JHC) จะได้มีการประชุมในปลายปีนี้ และจะได้มีการหารือในลักษณะสามฝ่ายร่วมกับญี่ปุ่นที่แสดงความสนใจร่วมพัฒนาโครงการทวายด้วย
สำหรับกำหนดการโดยย่อของนายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางวันพฤหัสบดีที่ 9ตุลาคม ในเวลา 14.15 น. ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร(บน.6) ไปยังกรุงเนปิดอว์ และเดินทางถึงท่าอากาศยานกรุงเนปิดอว์ เวลา 15.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) มีพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ จากนั้นจะเข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการกับนาย เต็ง เส่ง ประธานาธิบดีเมียนมาร์ ต่อด้วยการร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ 3ฉบับ ทำพิธีมอบป้ายบริจาครถรับบริจาคโลหิตแก่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติของเมียนมาร์ และในช่วงค่ำประธานาธิบดีเมียนมาร์เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะ ณ สำนักประธานาธิบดี
จากนั้นกำหนดการวันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม เวลา 08.30 น. นายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางออกจากท่าอากาศยานกรุงเนปิดอว์ไปยังกรุงย่างกุ้ง เพื่อร่วมการหารือกับภาคธุรกิจไทยในเมียนมาร์ ทีมประเทศไทยและภาคธุรกิจไทยในเมียนมาร์ และจะเดินกลับถึงในเวลา 16.25 น.





