วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน 2569

Login
Login

'อุดมเดช'ลั่น1ปีดับไฟใต้-ไม่ยกเลิกกฎอัยการศึก

'อุดมเดช'ลั่น1ปีดับไฟใต้-ไม่ยกเลิกกฎอัยการศึก

"พล.อ.อุดมเดช” มอบนโยบายผู้บังคับหน่วยทั่วประเทศลั่น 1 ปีดับไฟใต้-ไม่ยกเลิกกฎอัยการศึก

“อุดมเดช”มอบนโยบายผู้บังคับหน่วยทั่วประเทศ วางคติพจน์การทำงาน “ร่วมใจ - ริเริ่ม - จริงจัง - เพื่อชาติ และ ราชบัลลังค์” เน้นสานงานต่อ “ประยุทธ์” บริหารกองทัพ ลั่น 1 ปี ดับไฟใต้ ยันไม่ยกเลิก “กฎอัยการศึก”

ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้เป็นประธานการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) วาระพิเศษ ภายหลังได้รับโปรดเกล้าโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเป็น ผบ.ทบ. โดยมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ รองผบ.ทบ. พล.อ.ธีรชัย นาควานิช พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผู้ช่วยผบ.ทบ. พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เสนาธิการทหารบก และพล.อ.อักษรา เกิดผล ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก พร้อมด้วยคณะนายทหารระดับสูงของกองทัพบกและแม่ทัพภาคต่างๆ ที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่

อาทิ พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 พล.ท.ธวัช สุกปลั่ง แม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.สาธิต พิธรัตน์ แม่ทัพภาคที่ 3 และ พล.ท.ปราการ ชลยุทธ แม่ทัพภาคที่ 4 รวมถึงผู้บังคับการกองพล ผู้บังคับการกรมและผู้บังคับกองพันที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงด้วย

ต่อมาเวลา 12.30 น. พล.อ.อุดมเดช ได้แถลงงข่าวภายหลังการประชุมว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการพบปะ หารือกับเพื่อชี้แจงนโยบาย และเน้นย้ำในฐานะที่ตนเข้ามารับหน้าที่เป็น ผบ.ทบ. โดยมีคติพจน์การทำงานคือ “ร่วมใจ ริเริ่ม จริงจัง เพื่อชาติ และราชบัลลังค์” ฉะนั้นกองทัพบกต้องปฏิบัติงานให้เห็นผลเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ซึ่งใน ปี 2558 เป็นปีแห่งการปฏิบัติงานของกองทัพบกที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ และเป็นรูปธรรมทุกด้าน โดยสอดรับกับแนวทางการปฏิบัติงานของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อดีตผบ.ทบ.ได้กำหนดไว้ ทั้งนี้ลักษณะงานของตนจะมี 2 แบบ คือ 1.การตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาล และ คสช. และตอบสนองนโยบายของผู้บังคับบัญชาในแต่ละลำดับชั้น รวมถึงการปฏิบัติตามแผนงานต่าง ๆ ของกองทัพบก 2.การกำหนดงานเร่งด่วนที่ต้องปฏิบัติ เพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรม 12 ประการ

พล.อ.อุดมเดช กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนเองมุ่งหวังและคาดจะให้เห็นผล 1 ปี คือเรื่องการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งการปฏิบัติงานตจะสานต่อนโยบายเดิม ทั้งนี้ตนได้เน้นย้ำกับผู้บังคับหน่วยในพื้นที่จะต้องดูแลสถานการณ์ให้ได้ และสถานการณ์ต้องดีขึ้นอย่างชัดเจน รวมถึงการบูรณาการกับหน่วยงานราชการที่จะทำให้เกิดความชัดเจน และกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ต้องดูแลความปลอดภัยของตนเองให้ได้ อีกทั้งถ้าสถานการณ์ในภาคใต้ดีขึ้น อาจจะมีการปรับลดกำลังพลจากกองทัพภาคอื่น ๆ โดยจะให้กองทัพภาคที่ 4 สามารถควบคุมการปฏิบัติงานเองได้ อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่าภายใน 1 ปี ต้องเห็นผลชัดเจน ซึ่งตนจะพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อให้เกิดความพึ่งพอใจ โดยได้ตั้งเป้าไว้ว่า 1 ปี ต้องควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ให้ได้ และต้องลดสถิติการก่อเหตุด้านความมั่นคง ซึ่งทั้ง 2 อย่างต้องทำให้ได้ 50% ถึงจะเรียกว่าสัมฤทธิ์ผลเป็นรูปธรรม

พล.อ.อุดมเดช ยังกล่าวถึงการรักษาความสงบภายในประเทศ ว่า สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ประชาชนทุกภาคส่วนต้องช่วยกันในการดูแลสถานการณ์ให้ดีขึ้นและสิ่งที่สำคัญยิ่ง คือความร่วมมือจากผู้ที่มีความเห็นต่าง ต้องร่วมมือกัน เพื่อนำพาสถานการณ์ให้ดีขึ้นให้ได้ แต่ต้องเป็นไปตามกรอบของรัฐบาลได้วางไว้ คือ การปฏิรูป ด้วยการให้ผู้ที่เห็นต่างเสนอความเห็นว่าจะปฏิรูปประเทศอย่างไร ทั้งนี้ตนย้ำว่าสิ่งใดที่เป็นการแสดงออกที่ไม่ถูกต้อง ตนได้สั่งการกำชับให้เจ้าหน้าที่กองทัพต้องควบคุมสถานการณ์ให้ได้ และจะไม่ปล่อยปะละเลยในเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ฉะนั้นตนขอฝากไปยังกลุ่มผู้ที่เห็นต่างที่ยังไม่เข้าในรัฐบาล ขอให้โอกาสและให้ทำความเข้าใจ แล้วเข้ามาพูดกัน ไม่ใช่ไปเคลื่อนไหว จนทำให้เกิดมวลชนที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ได้เน้นย้ำคือ สถาบันกษัตริย์ อันเป็นสิ่งที่อยู่ในใจทหารทุกคน ซึ่งจะต้องเทิดทูนและปกป้อง ไม่ให้ผู้ไม่หวังดี มาทำให้เกิดความเสียหาย เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่คู่กับประเทศไทย ที่ดูแลประชาชน และแผ่นดินไทยมาโดยตลอด เพราะฉะนั้น เราเป็นทหารต้องมีหน้าที่ดูแลโดยตรง ต้องดูแลปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ได้

เมื่อถามว่า จะมีการยกเลิก กฎอัยการศึก หรือไม่ พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ตนยังไม่ขอพูดถึงเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องผู้บังคับบัญชาระดับสูงต้องหารือกัน ส่วนการประชุม ครม.ร่วมกับ คสช.ที่สโมสรทหารบกวิภาวดีในวันที่ 7 ตุลาคม อาจจะเป็นการพูดถึงการติดตามงานด้านบริหารของกลุ่มงานต่างๆที่แบ่งไว้แล้ว ว่าดำเนินงานอย่างไรบ้าง และในส่วนของ คสช.ที่ติดตามงานฝ่ายบริหารจะสามารถช่วยส่งเสริมอะไรได้บ้าง ถือเป็นการให้คำแนะนำในฐานะฝ่ายบริหาร และ คสช. จะมีแนวทางเดียวกันเพื่อทำให้ประเทศชาติเจริญ

ทั้งนี้ยอมรับว่าในวันที่7ตุลาคมจะมีการสรุปสถานการณ์ภายในประเทศว่ามีความเรียบร้อยเพียงใด ถ้าเรียบร้อยดีก็อาจจะมีการปรับลดกฎอัยการศึก เพื่อให้สังคมเกิดความสบายใจยิ่งขึ้น

“ขณะนี้ยังต้องคงประกาศใช้กฎอัยการศึกไว้อยู่ และจะยกเลิกเมื่อไหร่อย่างไร เรื่องดังกล่าวขอให้อย่าเพิ่งถาม ตนยังไม่อยากพูดถึงรายละเอียด เนื่องจากกำลังอยู่ระหว่างการติดตามและประเมินผล อีกทั้งการจะพูดอะไรออกไป ควรจะมีความชัดเจน มาจากนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ฉะนั้นขอให้ทุกคนใจเย็นๆ ผู้ใหญ่ทุกคนมีความเข้าใจดี แต่ความจำเป็นบางอย่างก็มีเหตุมีผลที่ยังต้องคงกฎอัยการศึกไว้” พล.อ.อุดมเดช กล่าว และว่า หากจะมีการปรับลด หรือยกเลิกต้องมีความมั่นใจว่าเราสามารถดูแลสถานการณ์ต่างๆ ได้เรียบร้อย เพราะบางสิ่งบางอย่างหากไม่มีเครื่องมือมาช่วยเหลืออย่างกฎหมาย ก็อาจทำให้สถานการณ์ไม่เรียบร้อยก็ได้” พล.อ.อุดมเดช กล่าว