จับตา กอ.รมน.สู่ "ทบวงมั่นคง" กองทัพซ่อนรูปคุมประเทศยาว
วันวิชิต บุญโปร่ง นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยรังสิต ผู้ศึกษาเรื่องความมั่นคงทางทหาร มองว่า ขนาดของกองทัพใหญ่โตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ช่วงหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2549
"หลายเรื่องคิดมาเป็นสิบปีแล้ว แต่มาสำเร็จในช่วงหลังนี้เอง เช่น การขยับอัตราให้เจ้ากรมบางกรมเป็นพลโท เพื่อรองรับการเติบโตของคนในกองทัพ"
ตัวอย่างที่ อาจารย์วันวิชิต ยกขึ้นนั้น หมายถึงการยุบตำแหน่งผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกทั้ง 5 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายข่าว ฝ่ายกำลังพล ฝ่ายยุทธการ ฝ่ายกิจการพลเรือน และฝ่ายส่งกำลังบำรุง แล้วนำอัตราพลโทไปให้เจ้ากรมที่รับผิดชอบงานด้านเดียวกัน เช่น กรมข่าวทหารบก กรมกำลังพลทหารบก กรมยุทธการทหารบก เป็นต้น
แต่การปรับอัตราเช่นว่านี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ "พลโท" เพราะเมื่อพิจารณาจากโครงสร้างระดับกรมแล้ว เมื่อเจ้ากรมขยับขึ้นเป็นพลโท รองเจ้ากรมก็ต้องขยับจากพันเอกพิเศษ เป็น พลตรี ขณะที่บางกรมดันผู้อำนวยการฝ่าย ขึ้นมาเป็นนายพลด้วย ทำให้มีนายพลเพิ่มขึ้นกรมละ 3-4 คน นี่คือสาเหตุส่วนหนึ่งทำให้จำนวนนายพลในกองทัพเพิ่มขึ้น
เช่นเดียวกับ กองทัพน้อยที่ 4 ที่ตั้งขึ้นในกองทัพภาคที่ 4 (ภาคใต้) ก็เท่ากับเพิ่มพลโท 1 อัตรา คือ แม่ทัพน้อยที่ 4 แต่การขยายอัตราไม่ได้จบแค่นั้น เพราะต้องเพิ่มพลตรีอีก 2 คน เป็นรองแม่ทัพน้อย 1 คน และเสนาธิการกองทัพน้อย อีก 1 คน
อย่างไรก็ดี อาจารย์วันวิชิต มองว่า การขยายอัตรานายพล ไม่ได้ทำเพื่อวัตถุประสงค์เพียงแค่รองรับการเติบโตของนายทหารในกองทัพเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการปรับทิศของกองทัพให้ไปสู่ "งานพัฒนา" มากขึ้นด้วย
"กองทัพกำลังปรับวิสัยทัศน์ไปสู่งานพัฒนามากขึ้น โดยทำควบคู่ไปกับงานความมั่นคง ขณะเดียวก็นก็ประสานกับหน่วยงานภายนอกกองทัพมากขึ้น จึงมีตำแหน่งที่มีชื่อแปลกๆ เพิ่มขึ้น เช่น นายทหารประสานงานกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะภัยคุกคามที่ประจัญหน้ากันตามแนวชายแดนไม่มีแล้ว มีแต่ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ภัยจากโซเชียลมีเดีย หรือสื่อสังคมออนไลน์ และภัยก่อการร้าย ฉะนั้นคนที่ขึ้นมาคุมกองทัพในยุคนี้และยุคต่อไปต้องมีความรอบรู้ รอบด้าน ผ่านงานมาหลากหลาย"
อาจารย์วันวิชิต บอกว่า ในอนาคต ผู้นำเหล่าทัพจะเป็นนายทหารที่ผ่านงานอำนวยการมากขึ้น ไม่ใช่ผ่านเฉพาะหน่วยกำลังรบเท่านั้น ซึ่งทิศทางการเปลี่ยนแปลงนี้ก็เห็นชัดเจนแล้วในปัจจุบัน มีนายทหารที่โตจากสายอำนวยการเข้ามามีบทบาทใน 5 เสือ ทบ. เช่น พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะรองผบ.ทบ. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็เติบโตมาจากเจ้ากรมการเงิน รองเสนาธิการทหารบกฝ่ายส่งกำลังบำรุง หรือในกรณีของ พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เสนาธิการทหารบก ก็เช่นกัน รวมทั้ง พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. น้องชายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีด้วย
"ทิศทางของประเทศหลังยุค คสช. ผมทราบมาว่านายทหารระดับสูงจำนวนไม่น้อยมีแนวคิดที่จะปรับให้ กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร) เป็นทบวงความมั่นคง เหมือน โฮมแลนด์ ซีเคียวริตี้ ของสหรัฐอเมริกา เพื่อบูรณาการงานความมั่นคงไม่ให้แยกส่วนอีกต่อไป แต่ต้องบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน รวมทั้งงบประมาณ"
"ทั้งนี้ หากสถานการณ์ภาคใต้หรือสถานการณ์ภายในประเทศคุกรุ่นมากขึ้น อาจจะทำให้ทบวงความมั่นคงเกิดเร็วขึ้นกว่าที่คาด"
หากย้อนไปอ่านงานวิจัยของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อครั้งศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) จะพบว่าเขาศึกษาเรื่องภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และมีข้อเสนอให้ใช้กลไก "กอ.รมน." เป็นหลักในการดูแลและมอนิเตอร์สถานการณ์ความมั่นคงของประเทศ ตลอดจนภัยคุกคามรูปแบบต่างๆ ในระยะยาว
โดยให้ กอ.รมน.พัฒนาสู่ "องค์กรพลเรือน"
ในขณะที่สถานะปัจจุบันของ กอ.รมน. มีกองทัพบกเป็นเสมือน "เจ้าภาพหลัก" และเป็นกองทัพบกที่นายทหารสายบูรพาพยัคฆ์ นำโดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีบทบาทอย่างสูง ด้วยจุดแข็งเรื่องความสามัคคีกลมเกลียวและจัดสรรประโยชน์เรื่องตำแหน่งแห่งหนให้กันอย่างลงตัว
"ผมเชื่อว่าบูรพาพยัคฆ์ยังสยายปีกได้อีกเป็น 10 ปี"
คือบทสรุปของ อาจารย์วันวิชิต ที่ทำให้พอมองภาพอนาคตในภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศนี้ได้ค่อนข้างชัดเจน!





