วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชี้ช่องตีความถอดถอน

ชี้ช่องตีความถอดถอน "วิษณุ"แนะผู้ได้รับผลกระทบยื่นศาลรธน. "พรเพชร"ยันไม่จำเป็นต้องส่งตีความ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งสำนวนถอดถอนนายนิคม ไวรัชยพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา กลับมาให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาดำเนินการถอดถอนว่า เป็นเรื่องของ 2 องค์กร โดย ป.ป.ช.ต้องสำรวจว่าตัวเองมีสิทธิ์และอำนาจตามกฎหมายที่จะเสนอต่อสนช.หรือไม่ ส่วนสนช.จะพิจารณาว่า ตัวเองมีอำนาจรับไว้พิจารณาตามที่ป.ป.ช.ส่งมาหรือไม่ ถ้ามีก็รับไว้และดำเนินการไป

"หากใครที่ได้รับผลกระทบไม่พอใจ ก็มีขั้นตอนที่จะร้องศาลรัฐธรรมนูญด้วยวิธีการใดก็ว่ากันไป ซึ่งตอนยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 เรารู้ว่าปัญหามันจะมี แต่เราจงใจไม่แตะเพราะเกี่ยวพันกับอำนาจขององค์กรต่างๆ ที่มีอยู่ หากมาเขียนในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวจะทำให้ต้องเกิดมาตราขึ้นอีกเป็นกระบวนการใหญ่ รัฐธรรมนูญจะกลายเป็น 70 มาตราเลย จึงต้องทิ้งปัญหาให้แต่ละองค์กรคิด ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นก็มีศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด"

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีนี้เข้าข่ายมาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ให้สนช.วินิจฉัยเองหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ป.ป.ช.จะส่งไปได้หรือไม่นั้นเป็นกฎหมาย ป.ป.ช. ส่วน สนช.ได้รับเรื่องมาแล้วจะมีอำนาจพิจารณาหรือไม่ เป็นไปตามมาตรา 5 ที่สนช.จะต้องพิจารณาไปตามเนื้อหา เพราะไม่มีมาตราใดรองรับ อยู่ที่สนช.จะคิดว่าใช้ประเพณีการปกครองประเทศไทยมาเป็นฐานในการดำเนินการได้หรือไม่ รวมทั้งไปดูคำวินิจฉัยเก่า ๆ ที่เคยมีมาแล้วกรณีที่กฎหมายพ้นไป หรือคนพ้นจากตำแหน่งแล้ว ยังจะสามารถดำเนินการต่อไปได้หรือไม่

"จะมีคำวินิจฉัยอยู่หลายเรื่องในเรื่องนี้ ซึ่งอำนาจตรงนี้เราเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวว่า ถ้าองค์กรอื่นมีปัญหาให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ แต่สนช.มีปัญหาเรื่องอำนาจให้สนช.ตีความเอง ถ้าสนช.ตีความว่าไม่มีอำนาจก็จบ ถ้าตีความว่ามีอำนาจก็จบ แต่หากคนอื่นไม่จบ เพราะได้รับความเดือดร้อนหรือได้รับความเสียหายว่า สนช.ไม่มีอำนาจ เขาก็มีสิทธิ์ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ"

เมื่อถามต่อว่าหากมีการร้องศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่ตรงกับที่สนช.ตีความจะเป็นอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญใหญ่ที่สุด เมื่อถามว่าแสดงว่าคิดไว้เหมือนกันว่าจะต้องมีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ นายวิษณุ กล่าวว่า คิดไว้เป็น 100 ข้อ นี่มาแค่ข้อเดียวยังมีอีก 99 ข้อที่ต้องแก้ไข

"พรเพชร"ยันไม่จำเป็นต้องส่งตีความ

ด้านนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. กล่าวว่า ขณะนี้ป.ป.ช.ยังไม่ได้ส่งสำนวนถอดถอนนายสมศักดิ์ และนายนิคม กลับคืนมาให้ สนช. จึงยังไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ เพราะต้องรอพิจารณาเหตุผล แต่ยืนยันว่า ตามมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ ให้อำนาจ สนช.ทำหน้าที่วุฒิสภา จึงเป็นอำนาจของ สนช. ในการพิจารณาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่จำเป็นต้องส่งตีความ หรือใช้ประเพณีการปกครอง

นายพรเพชร กล่าวว่า หาก ป.ป.ช.ส่งเรื่องกลับมายัง สนช. โดยยังอ้างฐานความผิดตามรัฐธรรมนูญ 2550 ก็จะใช้ดุลพินิจของประธาน พิจารณาว่าความผิดยังคงอยู่หรือไม่ หากเข้าข่ายก็จะเสนอญัตติถอดถอนต่อที่ประชุม สนช. แต่หากมีสมาชิกเห็นแย้ง ก็จะเปิดให้อภิปรายและลงมติ และหาก ป.ป.ช.ส่งเรื่องกลับมา สนช.จะต้องดำเนินการภายในกรอบระยะเวลา 30 วัน

เลือก"เมธี-ปรีชา"นั่งกก.ตุลาการศาล

ด้านการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 เป็นประธาน ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องด่วน เลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งมีเข้ารอบ 4 คน ประกอบด้วย นายเมธี ครองแก้ว อดีตกรรมการป.ป.ช. นายพิภพ อะสีติรัตน์ อดีตกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ นายปรีชา ชวลิตธำรง อดีตตุลาการศาลปกครองสูงสุด และนายวรสิทธิ์ โรจนพานิช อดีตกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ จากผู้เข้ารับการสรรหาทั้งหมด 17 คน

หลังนายกล้าณรงค์ จันทิก สนช.ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ได้ชี้แจงรายงานผลการพิจารณาตรวจสอบประวัติและความประพฤติ จริยธรรมทั้งในส่วนที่เปิดเผยและแบบลับแล้ว ที่ประชุมลงคะแนนเลือกให้เหลือ 2 คน ผลปรากฏว่า ที่ประชุมมีมติเลือกนายเมธี ด้วยเสียง 144 คะแนน และ นายปรีชา ด้วยเสียง 134 คะแนน นอกจากนี้ยังมีมติตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติและความประพฤติทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินด้วย

กกต.ยืดสอบ"ทัวร์นกขมิ้น-เอ็นบีที"30วัน

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายดุษฎี พรสุขสวัสดิ์ รองเลขาธิการกกต.ด้านสืบสวนสอบสวน แถลงถึงความคืบหน้าสำนวนคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งส.ส.ของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพวก กรณีเดินทางลงพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานโดยใช้ทรัพยากรของรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐไปหาเสียงระหว่างที่มีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง ว่า คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนได้ขอขยายระยะเวลาออกไปอีก 30 วันเป็นครั้งที่สอง เพื่อรวบรวมข้อมูลเอกสารหลักฐานและพยานให้ครบถ้วน สาเหตุของการของการขอขยายเวลายืนยันว่าไม่เกี่ยวกับผู้ถูกร้องไม่ให้ความร่วมมือในการชี้แจง ทั้งนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้ส่งเอกสารเข้ามาชี้แจงกรณีดังกล่าวแล้ว

ส่วนกรณีรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยใช้สื่อสถานีโทรทัศน์และวิทยุแห่งประเทศไทย(เอ็นบีที) เอื้อประโยชน์ในการเลือกตั้งระหว่างที่มีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งนั้น คณะกรรมการสอบสวนสอบได้ขอขยายระยะเวลาออกไปอีก 30 วันเช่นเดียวกัน

แจก4ใบแดง-1ใบเหลืองเลือกตั้งท้องถิ่น

สำหรับสำนวนคำร้องคัดค้านที่ค้างการพิจารณาแบ่งเป็นคำร้องคัดค้านเลือกตั้งท้องถิ่น 240 สำนวน คาดว่ากกต.จะพิจารณาแล้วเสร็จภายใน พ.ย.นี้ ส่วนคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งส.ว.เหลือ 14 สำนวน และคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งส.ส.เหลือเพียง 7 สำนวน

นายดุษฎี กล่าวด้วยว่า กกต.ยังพิจารณาสำนวนคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งท้องถิ่น พร้อมมีมติสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 4 ราย ได้แก่ 1.สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลบางแม่นาง เขต 8 อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี กรณีย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งโดยมิชอบ 2.สั่งเลือกตั้งใหม่และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลกุดเลาะ อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ กรณีจัดทำแผ่นพับหาเสียงเลือกตั้งด้วยการเสนอนโยบายเป็นการสัญญาว่าจะให้และหลอกลวงจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

3.สั่งเลือกตั้งใหม่และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลไผ่วง เขต 2 อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง กรณีย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้านเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งโดยมิชอบ และ 4.สั่งเลือกตั้งใหม่และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองน้ำใส อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น กรณีจัดทำป้ายโฆษณาขัดต่อกฎหมายกำหนดและหลอกลวงใส่ร้ายหรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครรายอื่น

นอกจากนี้ ที่ประชุมกกต.ยังมีมติสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่นายกและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลภูคา เขต 7 อ.ปัว จ.น่าน พร้อมสั่งให้ดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่กกต. กรณียินยอมให้บุคคลอื่นที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้งมาลงคะแนนใช้สิทธิ

ขณะเดียวกัน กกต.ยังมีมติสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลนาทม เขต 4 อ.ทุ่งฝน จ.อุดรธานี และสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลภูเวียง เขต 7 อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น เนื่องจากมีการวินิจฉัยในการนับบัตรคลาดเคลื่อน

นายดุษฎี กล่าวอีกว่า ที่ประชุมกกต.มีมติยกคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งส.ว.จังหวัดหนองบัวลำภู กรณีมีการกล่าวหาว่ามีการทำป้ายโฆษณาใส่ร้ายป้ายสีที่มีข้อความระบุว่า "เพื่อไท หนองบัวลำภู" โดยกกต.พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีข้อความใดที่ปรากฏว่าเป็นการเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองใดการเมืองหนึ่ง จึงไม่ถือว่าเป็นการเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย กกต.จึงมีมติให้ยกคำร้อง

"จตุพร"ปัดจัดงานฉลองวันเกิดเขาใหญ่

นายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. กล่าวถึงกระแสข่าวกลุ่มคนเสื้อแดงเตรียมจัดงานวันเกิดให้ และจะใช้โอกาสนี้พบปะสังสรรค์กันที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมาในวันที่ 5 ต.ค.ว่า ยืนยันว่า ในวันเกิดตนนั้นจะไม่มีการจัดงานวันเกิดหรือมีการพบปะสังสรรค์กันของคนเสื้อแดงที่เขาใหญ่ตามที่เป็นข่าวอย่างแน่นอน กำหนดการดังกล่าวน่าจะเป็นกำหนดการปลอม เพราะตนได้สอบถามจากผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วซึ่งได้รับคำตอบว่า ไม่มีใครไปจัดงานใดๆ ทั้งสิ้น

ดังนั้นยืนยันว่าจะไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ของคนเสื้อแดงในช่วงนี้แน่นอน อย่างไรก็ตาม ทราบว่ากำหนดการดังกล่าวนั้นถูกเผยแพร่โดยนายสมชาย แสวงการ สนช. ส่วนกรณีที่กำหนดการดังกล่าวมีรายละเอียดการดำเนินงานอย่างชัดเจนนั้น นายจตุพร กล่าวว่า สงสัยว่าน่าจะมีคนเขียนกำหนดการดังกล่าวขึ้นมา แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการจัดงานใดๆ อย่างที่เป็นข่าวแน่

ทำเนียบซ้อมแผนอารักขาบุคคลสำคัญ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ น.ส.เรณู ตังคจิวรางกูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง เป็นประธานการประชุมทีมรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญในทำเนียบรัฐบาล โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของทำเนียบรัฐบาลฝ่ายพลเรือน เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

เพื่อซักซ้อมแผนการรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีต่าง ๆ รวมถึงอาคารสถานที่ภายในทำเนียบรัฐบาลทั้งหมด เตรียมความพร้อมรับมือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นโดยเฉพาะการชุมนุมของกลุ่มผู้เรียกร้องต่าง ๆ โดยให้หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ไปจัดทำแผนการรักษาความปลอดภัย และให้นำแผนกลับมารายงานต่อที่ประชุมในครั้งต่อไปด้วย

ทั้งนี้ ทำเนียบรัฐบาลจะใช้ตำรวจสันติบาลดูแลรักษาความปลอดภัยเป็นหลัก และมีทหารเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ขณะที่พลเรือนซึ่งมีฝ่ายรักษาความปลอดภัย ในฐานะเจ้าของสถานที่ต้องร่วมมือในการดูแลความเรียบร้อยอย่างมีเอกภาพ