วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชงถอด'นิคม-สมศักดิ์'

มติป.ป.ช.ไต่สวนต่อคดีถอดถอน"ยิ่งลักษณ์-39ส.ว." ชงถอดนิคม-สมศักดิ์

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปรามปราบการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ซึ่งได้พิจารณากรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติให้ดำเนินการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามข้อบังคับของ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เมื่อวานนี้(30 ก.ย.) ว่า

ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ส่งรายงานและสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งให้ประธานวุฒิสภาพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ตั้งแต่วันที่ 27 มี.ค.2557 และวันที่ 4 เม.ย.2557 คืนมายังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เนื่องจากปัจจุบันรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) 2557 มีผลใช้บังคับแล้วนั้น

"คณะกรรมการป.ป.ช.โดยเสียงข้างมากเห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นการดำเนินการกรณีถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 64 ประกอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) 2557 มาตรา 6 วรรคสอง ซึ่งระบุให้ สนช.ทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา จึงมีมติให้ส่งเรื่องดังกล่าวไปยังประธาน สนช. เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป"

ปปช.ไต่สวนต่อคดีถอด"ยิ่งลักษณ์-39ส.ว."

นอกจากนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังมีมติเป็นหลักการเกี่ยวกับกรณีถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง เช่น การถอดถอน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีถอดถอน อดีตสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 39 ราย รวมทั้งการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ ด้วยว่า หากเป็นการกล่าวหาว่า ผู้ถูกกล่าวหา ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่นตามมาตรา 58 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ก็อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่จะดำเนินการไต่สวนต่อไป จึงให้พนักงานเจ้าหน้าที่รวบรวมข้อมูลในเรื่องดังกล่าว แล้วเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

ศาลปค.ยันสนช.ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน

เมื่อวานนี้(30 ก.ย.) ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องของ พล.อ.นพดล อินทปัญญา และพวกรวม 28 คน ซึ่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยื่นฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีขอให้เพิกถอนมติป.ป.ช.ลงวันที่ 14 ส.ค. 2557 และลงวันที่ 27 ส.ค.2557 ที่ระบุให้สนช.ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อป.ป.ช.

โดยศาลปกครองสูงสุดระบุเหตุผลว่า พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 32 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ตามที่มีอยู่จริงในวันที่เข้ารับตำแหน่ง หรือวันที่พ้นจากตำแหน่งต่อคณะกรรมการป.ป.ช.ทุกครั้ง ที่เข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งแล้วแต่กรณี ตามแบบที่คณะกรรมการป.ป.ช.ประกาศกำหนด ซึ่งป.ป.ช. เป็นคณะกรรมการที่กฎหมายให้อำนาจในการออกกฎ คำสั่ง มติใดๆ ที่มีผลกระทบต่อบุคคลถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง 2542

แต่การที่ ป.ป.ช.มีความเห็นตอบข้อหารือตามหนังสือที่ ปช 0008/0147 ลงวันที่ 14 ส.ค.2557 และหนังสือที่ ปช 0008/0171 ลงวันที่ 27 ส.ค.2557 เกี่ยวกับบุคคลที่ดำรงตำแหน่งสนช.มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะนั้น เป็นเพียงการให้ความเห็นตอบข้อหารือเกี่ยวกับประเด็นข้อกฎหมายของมาตรา 32 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.ป.ป.ช. ต่อสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของพล.อ.นพดล และพวก

มติป.ป.ช.ดังกล่าวจึงไม่ใช่คำสั่งทางปกครองและไม่ได้ทำให้ พล.อ.นพดล และพวก ได้รับความเดือดร้อนหรืออาจเดือดร้อนเสียหาย จึงยังไม่มีสิทธิที่จะมาฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ดังนั้นการที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องและสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยว่าคำร้องอุทธรณ์ของ พล.อ.นพดล กับพวก ฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ในศาลปกครองชั้นต้นแม้จะมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา แต่เนื้อหาของการมีคำสั่งก็ได้ระบุความหมายของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา 32 พ.ร.บ.ป.ป.ช. ที่ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า หมายถึงผู้เอาภาระของบ้านเมืองเป็นภาระของตน ไม่ว่าจะโดยสมัครใจเข้าสมัครรับเลือกตั้ง หรือสมัครใจตามที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งในการตรากฎหมายอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน

และการสรรหาบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามารับใช้บ้านเมืองในตำแหน่งต่างๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติและอื่นๆ มีหน้าที่ต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจ จริงใจ เปิดเผยความจริง ว่าก่อนตนเข้ามาดำรงตำแหน่งมีทรัพย์สินใดบ้าง รวมทั้งภรรยาและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เพื่อให้สังคมรับรู้รับทราบถึงความโปร่งใสของผู้เข้ามารับภาระของบ้านเมืองว่าไม่ได้เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ แก่ตนเองและครอบครัว หน้าที่ตามมาตรา 32 ของพ.ร.บ.ดังกล่าว จึงเป็นเรื่องส่วนตนโดยแท้ของผู้อาสาเข้ามารับใช้บ้านเมือง หาใช่หน้าที่ของป.ป.ช.ที่จะต้องมีคำสั่งให้ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ตามนัยมาตรา 32 หากผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองใดไม่ปฏิบัติตามย่อมต้องรับโทษทางอาญา ตามมาตรา 119 แห่งพ.ร.บ.เดียวกันเป็นส่วนตน

ทำให้ในการยื่นคำอุทธรณ์ของ พล.อ.นพดล กับพวก ต่อศาลปกครองสูงสุด พล.อ.นพดลกับพวกได้โต้แย้งคำวินิจฉัยเกี่ยวกับมาตรา 32 นี้ ของศาลชั้นต้นว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินตามความหมายมาตรา 32 นั้นต้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะเจาะจง เช่น ส.ส.และส.ว. แต่สนช.ไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ส.และส.ว. จึงไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ตามมาตรา 32 และป.ป.ช.ไม่มีหน้าที่ต้องเรียกให้สนช.ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินดังกล่าว

การที่ป.ป.ช.มีมติเช่นนี้ ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และถ้าป.ป.ช.จะอ้างรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา 6 วรรคสอง ประกอบมาตรา 42 และมีความเห็นว่าสนช.เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเช่นเดียวกับ ส.ส.และส.ว.ที่ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินนั้น ป.ป.ช.ก็ต้องบังคับใช้กฎหมายไปในทางเดียวกันโดยมีมติให้หัวหน้าและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีหน้าที่ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วย แต่ป.ป.ช.กลับไม่มีมติดังกล่าว จึงเห็นว่าการตีความและการบังคับใช้กฎหมายของป.ป.ช.ไม่มีมาตรฐานเดียวกันและเป็นการเลือกปฏิบัติ

อีกทั้งยังเห็นว่ามติของป.ป.ช.และการมีหนังสือมายังสำนักเลขาธิการวุฒิสภา ไม่ได้มีลักษณะเป็นการตอบข้อหารือแต่เป็นคำสั่งทางปกครองที่กระทบต่อตนเองกับพวก และเมื่อป.ป.ช.มีมติดังกล่าว ตนกับพวกก็ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ถือว่าตนกับพวกถูกละเมิดจากคำสั่งที่ไม่ใช่ด้วยกฎหมาย จึงเป็นผู้ที่เดือดร้อนเสียหายและมีสิทธิ์ที่จะยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ แต่ศาลปกครองสูงสุดก็ระบุในคำสั่งวันนี้ว่าคำอุทธรณ์ดังกล่าวฟังไม่ขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการนัดฟังคำสั่ง เมื่อถึงเวลานัดฝ่าย พล.อ.นพดล กับพวก ซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดี ไม่ได้เข้าฟังคำสั่งศาลแต่อย่างใด มีเพียงนายสิทธิพงษ์ ปึ้งวงษานุรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักคดี ป.ป.ช. ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากป.ป.ช.ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดี มาศาล จึงทำให้คณะตุลาการไม่ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำสั่ง โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีไปคัดสำเนาคำสั่งดังกล่าวแทน

ป.ป.ช.ยันเปิดบัญชีทรัพย์สินสนช.3ต.ค.

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการป.ป.ช. กล่าวว่า สำนักงานป.ป.ช.กำหนดให้มีการเปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้พร้อมเอกสารประกอบของ (สนช.กรณีเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 8 ส.ค.2557 จำนวน 195 ราย ให้สาธารณชนทราบในวันที่ 3 -17 ต.ค.นี้ ณ ห้องแสดงบัญชีฯ สำนักงานป.ป.ช. จ.นนทบุรี

"ประยุทธ์"นำทีมผบ.เหล่าทัพอำลา"ป๋าเปรม"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเย็นวันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้นำผู้บัญชาการทุกเหล่าทัพทั้งหมด ประกอบด้วย พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.แรงงาน ในฐานะปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม ในฐานะผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พล.อ.จิรเดช โมกขะสมิต ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก และ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รักษาการผบ.ตร. เข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เพื่ออำลาตำแหน่งหลังเกษียณอายุราชการ โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที

พล.อ. ประยุทธ์ เปิดเผยว่า มากราบลาประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ซึ่งในการพบกันต่างฝ่ายต่างให้กำลังใจซึ่งกันและกันในทำงาน โดย พล.อ.เปรม ได้มอบหลวงปู่ทวด รุ่นบ้านเกิด ให้กับทุกคน เพื่อเป็นสิริมงคล

ขณะที่แหล่งข่าวนายทหารระดับสูง เปิดเผยว่า การเข้าพบครั้งนี้ เกิดจากการประสานงานของ พล.อ.ประยุทธ์ ถือเป็นครั้งแรกที่นายทหารระดับสูงสุดของเหล่าทัพมาอำลาหลังเกษียณอายุราชการกันครบถ้วนทุกคน ซึ่งระหว่างเข้าพบ พล.อ.เปรม ให้กำลังใจทุกคนในการทำหน้าที่ดูแลชาติบ้านเมือง รวมถึงอวยพรให้ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้ ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ให้คำมั่นว่ารัฐบาลตั้งใจแก้ปัญหาของประเทศชาติตามที่ตั้งใจไว้ และจะทำงานด้วยความรวดเร็ว ยึดมั่นในความโปร่งใสและซื่อสัตย์สุจริต ทำเพื่อประชาชน ยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง อย่างไรก็ตาม พล.อ.เปรม ยังได้ชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์ ว่าที่ผ่านมาทำหน้าที่ดูแลกองทัพได้ดี และขอให้รักษามาตรฐานต่อไป