วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

คสช.เคาะ250สปช.วันนี้

คสช.เคาะ250สปช.วันนี้ "ประยุทธ์" ย้ำไม่ล็อกสเปค เหตุมีอำนาจอยู่แล้ว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 26 ก.ย.นี้ ตนได้นัดประชุม คสช.ที่กองบัญชาการกองทัพบก เพื่อพิจารณาคัดสรรรายชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ส่งรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามา เพราะจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 2 ต.ค.นี้ ซึ่งเมื่อได้ข้อยุติแล้วจะนำเสนอรายชื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อมตามที่กฎหมายกำหนดไว้

"รายชื่อสปช. ไม่มีการล็อก ผมจะล็อกอย่างไรยังนึกไม่ออก แล้วจะล็อกไปเพื่ออะไร เพื่ออำนาจ ก็อำนาจผมมีอยู่แล้วต้องหาอำนาจเพิ่มอีกหรือ ผมต้องการปฏิรูป ฉะนั้นคนที่จะคัดเข้ามา 173 คน ก็มาจาก 550 คนที่เขาเลือกมาจาก 7,000 กว่าคน โดยคณะกรรมการ 70 กว่าคน และผมได้ให้เขาจัดลำดับเรียงอาวุโส ความรู้ความสามารถมาแล้ว จะมาเลือกโดยพูดคุยกันในคสช.ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมมีอำนาจ เพียงแต่ตรวจทานความถูกต้อง"

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะที่ทาง กกต.ได้ตรวจสอบเรื่องคุณสมบัติไว้แล้ว โดยรายชื่อจะไม่ลงว่าอยู่กลุ่มไหน ส่วน 385 คน จาก 77 จังหวัด ก็มีการส่งรายชื่อมาแล้วจังหวัดละ 5 คน ตรงนี้ก็เรียงลำดับความรู้ความสามารถโหวตกันเข้ามา และตนก็จะมาดูอีกครั้ง 5 คนเลือกเอาคนเดียวก็จะได้รวมกันทั้งหมด 250 คน จะเรียงกันมาโดยไม่มีกลุ่ม

"ประยุทธ์"ปรับลดเวลารายการคืนความสุข

พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงกรณีมีข่าวจะมีการยกเลิกการจัดรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ทุกวันศุกร์ว่า ยังออกอากาศเหมือนเดิม และยังเป็นรายการคืนความสุขให้คนในชาติเหมือนเดิม ยังไม่เปลี่ยนรูปแบบใดๆ ทั้งสิ้น ก็จะพยายามปรับลดเวลาลง

"เราจะต้องสร้างความรับรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ พร้อมทั้งให้กระทรวงต่าง ๆ ไปเร่งทำความเข้าใจด้วย โดยเฉพาะกระทรวงแรงงาน เพื่อให้ประชาชนได้รู้ปัญหาบ้านเมืองเป็นอย่างไร เพราะบางคนทำมาหากินอย่างเดียว โดยไม่ฟังข่าวสาร จึงไม่รู่ว่าจะทำตัวอย่างไร พัฒนาตัวอย่างไร จนบางครั้งมองว่าทำไมรัฐบาลไม่แก้ไขปัญหาให้”

สนช.ผ่านข้อบังคับปมถอดถอนบุคคล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เป็นประธาน ได้พิจารณาเรื่องด่วนร่างข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ.... ที่คณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยสาระสำคัญยังยึดตามข้อบังคับการประชุมสนช.ปี 2549 เป็นหลัก ซึ่งเนื้อหาสำคัญส่วนใหญ่เป็นไปตามร่างที่คณะกรรมาธิการฯได้มีการแก้ไข

สำหรับประเด็นที่น่าสนใจคือ ในหมวด 10 ว่าด้วยการถอดถอนและการให้บุคคลพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งกรรมาธิการไม่ได้มีการแก้ไข แต่นายธานี อ่อนละเอียด สนช. ได้สงวนคำแปรญัตติ โดยให้เหตุผลว่า หากให้ความเห็นชอบจะเป็นการเรียกแขก และเป็นกับดักที่สะเทือนต่อเก้าอี้ประธานและรองประธานสนช. เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ได้ระบุเรื่องการถอดถอนไว้

ขณะที่ข้อบังคับการประชุมที่ 149 ระบุว่า เมื่อป.ป.ช.ส่งเรื่องถอดถอนมาให้สนช. ประธานสนช.ต้องบรรจุเป็นเรื่องด่วนเข้าสู่วาระภายใน 30 วัน เพื่อถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง ดังนั้นหากประธานสนช.บรรจุวาระเมื่อไหร่ ก็จะถูกผู้ถอดถอนฟ้องว่า กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 หรือถ้าไม่บรรจุเข้าสู่วาระ ก็จะผิดข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ดังนั้นทางออกเรื่องนี้จึงควรตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจที่มาจาก สนช. 19 คน ประกอบด้วย ตัวแทนคณะกรรมาธิการสามัญ 16 คณะๆละ 1 คน และตัวแทนวิปสนช. 3 คน มาทำหน้าที่กลั่นกรอง พิจารณาเรื่องถอดถอนที่ส่งมาแต่ละเรื่อง อยู่ในอำนาจหน้าที่ที่สนช.จะถอดถอนได้หรือไม่ แล้วส่งเรื่องให้ประธานสนช.นำเข้าสู่ที่ประชุมสนช.พิจารณาอีกครั้ง เพื่อเป็นเกราะคุ้มกันประธานและรองประธานสนช.

ขณะที่นายตวง อันทะไชย กรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม ชี้แจงว่า ไม่สามารถตัดหมวดการถอดถอนได้ และสนช.มีอำนาจยกร่างข้อบังคับการประชุมสนช.เรื่องการถอดถอนได้ ตามมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ที่ให้สนช.ทำหน้าที่แทนส.ส.และส.ว. และอำนาจตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระบุให้ส.ว.มีอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ 17 ตำแหน่ง

ดังนั้นข้อบังคับนี้จึงไม่ได้ร่างขึ้นมาเพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ยกร่างมารองรับพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ อีกทั้งแนวทางที่นำมาใช้ก็นำมาจากข้อบังคับการประชุมปี 2551 ทุกอย่าง การมีข้อบังคับการประชุมดังกล่าว เป็นการรับประกันความยุติธรรมให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา ในการเตรียมตัวสู้คดี ไม่ได้กลั่นแกล้งผู้ถูกถอดถอน จากนั้นที่ประชุมลงมติให้ความเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการฯ เสนอด้วยคะแนน128 ต่อ 9 เสียง และไม่เห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมการ 19 คนเพื่อกลั่นกรองตามที่นายธานีเสนอ

นอกจากนี้คณะกรรมาธิการฯยังได้ขอถอนมาตรา 145/1 ที่ให้คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสนช. พิจารณาตรวจสอบคำร้องดังกล่าวว่าอยู่ในอำนาจสภาหรือไม่ด้วย ภายหลังพิจารณาครบทั้ง 221 ข้อบังคับแล้ว ที่ประชุมให้ความเห็นชอบร่างข้อบังคับการประชุมสนช..ด้วยคะแนนเสียง 148 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง เพื่อประกาศใช้โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย.เป็นต้นไป

"พรเพชร"สั่งศึกษา4เรื่อง-ถอดถอนได้หรือไม่

นายพรเพชร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีเรื่องยื่นถอดถอน 4 เรื่องรอการพิจารณาอยู่ว่า การจะพิจารณาเรื่องถอดถอนใด จะต้องมีข้อยืนยันว่าสามารถยื่นถอดถอนได้ แม้ข้อบังคับการประชุม สนช.จะมีผลบังคับใช้ก็ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องถอดถอน 4 เรื่องดังกล่าว เนื่องจากทั้ง 4 เรื่อง เป็นการยื่นถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 ซึ่งไม่มั่นใจว่าเข้าข่ายเสนอมาให้ สนช.พิจารณาได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้ทีมกฎหมายของสำนักประธาน สนช. ศึกษารายละเอียดว่าสามารถนำกลับเข้ามาพิจารณาได้หรือไม่ คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็ว ๆ นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้มีสำนวนที่อยู่ในข่ายการยื่นถอดถอนตามรัฐธรรมนูญฉบับเดิม 4 สำนวน ได้แก่ การถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีถูกชี้มูลความผิด กระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา สำนวนที่ 2 คือการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถูกชี้มูลความผิด กระทำการขัดรัฐธรรมนูญ กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญสมัยดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา

สำนวนที่ 3 การถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่ง ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ว่ากระทำผิดกฎหมาย กรณีไม่ระงับหรือยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว และสำนวนที่ 4 การถอดถอนอดีตสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 36 คน ฐานจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ หรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีร่วมลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา

พท.วอนเปิดทางจัดเสวนาแสดงความเห็น

นายอำนวย คลังผา อดีตส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย(พท.) กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลห้ามจัดเสวนาในเรื่องที่เกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองว่า ไม่ควรจำกัดความเห็นของประชาชน อยากให้ประชาชนได้ระบายบ้าง รัฐบาลก็ควรฟังความเห็นของประชาชนด้วย เพราะขณะนี้รัฐบาลไม่มีฝ่ายค้านจึงควรฟังเสียงของประชาชนแทนฝ่ายค้านในสภา ควรรับฟังทั้งนักศึกษาและนักวิชาการ

ด้านนายก่อแก้ว พิกุลทอง อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวเช่นกันว่า บรรดานักวิชาการต้องการพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการ คสช.ควรอนุโลมให้เขาได้ทำกิจกรรมแสดงความคิดเห็นทางวิชาการบ้าง เพราะหากไม่เปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็น จะเป็นภาพลบกับคสช. เองทั้งในสายตาคนไทยและต่างชาติ