วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เขย่าสปช.11กลุ่มใหม่

"ประยุทธ์"เผยเลือกประธานก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ "อนุพงษ์"ปัดข้อเสนอเปิดชื่อคนเข้ารอบอ้างกลัววิ่งเต้น

"ประยุทธ์"เผยเมื่อคัดเลือกสปช.250 คนแล้ว ต้องประชุมเลือกประธานก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ขณะเดียวกันต้องจัด 11 กลุ่มใหม่ว่าใครจะอยู่กลุ่มไหน ไม่ใช่สมัครกลุ่มไหนแล้วได้กลุ่มนั้น "สุรชัย"ชี้ช่องคสช.เลี่ยงตั้งสปช.จังหวัดที่ถูกร้องเรียน "สุริยะใส"ติงต่ออายุราชการ "เลขาฯสศช." ไม่เหมาะ ขณะ"ป.ป.ช.-อสส."นัดถกอีก 2 ครั้ง ก่อนสรุปคดีจำนำข้าวภายในสิ้นต.ค.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวว่า เมื่อคัดเลือกสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ได้ 250 คน จากการสรรหา 11 ด้าน 173 คน และจากระดับจังหวัด 77 คน ก็จะต้องมาจัดกันใหม่ ว่าใครจะอยู่กลุ่มไหนใน 11 กลุ่ม ไม่ใช่ว่าสมัครกลุ่มไหนแล้วได้กลุ่มนั้น

"อย่ากังวลในเรื่องของการปฏิรูป ไม่มีการล็อกสเปค เพราะผมไม่ได้ไปล็อกกับใคร และเขาจะมาช่วยอะไรผมได้ เพราะหน้าที่ของผมคือการดูแลประเทศชาติ จะต้องมีการระดมสติปัญญามาอยู่ในคณะทำงานของแต่ละกลุ่ม"

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เมื่อได้สปช.250 คน หลังจากนั้นจะมีการเลือกประธานสปช. ก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งการดำเนินการจะคล้ายกับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)

"ยืนยันว่าผมไม่ได้มีแนวทางให้กับสปช. ให้เขาไปคิดกันเอาเอง ปัญหาเขารู้อยู่แล้ว เพราะเราทำปฏิรูปครั้งที่ 1 ไปแล้ว โดยให้มีคณะไปศึกษามาแล้ว ทั้งข้อเสนอนายประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส รวมทั้งนายคณิต ณ นคร ถ้าจะทำให้เร็วก็เอาคนพวกนี้มาดู หากมีความเห็นต่าวก็เสนอเข้ามา ก่อนที่จะนำเข้าไปสู่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อีกส่วนหนึ่งจะเข้าไปที่สนช. เพื่อให้ออกมาเป็นกฎหมาย เพื่อปฏิบัติ ซึ่งผมสั่งเขาไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของสปช. ที่จะต้องโหวตยกมือกันว่าเห็นด้วยหรือไม่"

"อนุพงษ์"ปัดเปิดชื่อสรรหาสปช.-กลัววิ่งเต้น

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และประธานคณะกรรมการสรรหา สปช.ด้านการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้เปิดเผยรายชื่อ สปช. เพราะจะทำให้เกิดความวุ่นวาย มีการวิ่งเต้นตามมา ดังนั้นต้องเชื่อใจใครสักคนว่า เขาคงมีวุฒิภาวะในการคัดคนไปทำงาน ตามระบบคุณธรรม ต้องเชื่อใจ ถ้าไม่เชื่อใจกัน ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร เพราะ คสช.คงจะคัดคนดี มีความสามารถ เข้ามาทำงาน

นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการสรรหาสปช. ด้านการศึกษา กล่าวถึงกรณีที่มีการเรียกร้องให้เปิดรายชื่อการสรรหา สปช.ทั้ง 11 ด้านเพื่อความโปร่งใสว่า การเป็นความลับ เห็นว่ามีความจำเป็น เพราะถ้าไม่เป็นความลับ คงมีความโกลาหลพอสมควร ถือเป็นนโยบายซึ่งต้องเก็บระดับความลับไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้

"สุรชัย"แนะเลี่ยงตั้งสปช.จังหวัดที่ถูกร้องเรียน

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 กล่าวถึงกรณีที่การสรรหา สปช.จังหวัด มีปัญหาและข้อร้องเรียนถึงการคัดเลือกที่ส่อขัดต่อรัฐธรรมชั่วคราว และพ.ร.ฎ.ว่าด้วยการสรรหา สปช. ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นดุลยพินิจที่ คสช.จะเป็นผู้พิจารณา ส่วนตัวมองว่าในพื้นที่ที่มีปัญหาสามารถที่จะเลี่ยงการแต่งตั้งเพื่อทำหน้าที่ได้ เพราะในรัฐธรรมนูญ มาตรา 28 ระบุว่าสปช.สามารถมีได้ไม่เกินจำนวน 250 คน

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีที่การสรรหามีปัญหาข้อร้องเรียนแต่รัฐธรรมนูญหรือพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้องไม่เปิดให้รื้อการสรรหาใหม่ คสช.ควรทำเช่นไร นายสุรชัย กล่าวว่า ตนตอบแทนไม่ได้ ต้องถามคสช.

ปูดอดีตส.ว.รู้ตัววืดระดับจว.-ชิ่งสมัคร11ด้าน

นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. กล่าวถึงการสรรหา สปช.ที่ถูกครหาเรื่องการล็อกสเปคว่า ได้รับข้อมูลจากอดีตส.ว.หลายจังหวัดว่า การสรรหาสปช.มีปัญหาความไม่โปร่งใส เช่น จ.พัทลุง พังงา สุรินทร์ ซึ่งผู้มีคุณสมบัติได้รับการสรรหา รวมถึงอดีตส.ว.ที่เป็นคนละขั้วกับกรรมการสรรหาที่ส่วนใหญ่เป็นอบจ. อบต. หรือคนที่ใกล้ชิดกับคนเหล่านี้

ขณะที่บางคนมีปัญหากับกกต.จังหวัด ทำให้รู้ตัวล่วงหน้าว่า จะไม่รับการคัดเลือกทั้งที่มีคุณสมบัติ จึงหลีกมาลงสมัครสปช.ใน 11 ด้านแทน ตนเห็นว่า หากจังหวัดใดมีปัญหาจริง ๆ ก็สามารถร้องต่อคสช.ได้และยังเห็นว่ารายชื่อสปช.ที่ได้รับการสรรหาของแต่ละจังหวัดนั้น คสช.ควรเปิดเผยให้สังคมรับทราบ เพื่อช่วยกันตรวจสอบ เพราะเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจ

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. กล่าวว่า หากการสรรหาสปช.ระดับจังหวัดมีผลประโยชน์ทับซ้อน เช่น การเป็นเครือญาติระหว่างผู้สมัครกับกรรมการสรรหาจริง คสช.ก็ต้องใช้ดุลยพินิจในการพิจารณา

"ประยุทธ์"ย้ำจะดูแลประเทศชาติให้ดีที่สุด

ที่ศูนย์การทหารราบ จ.ประจวบคีรีขันธ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นประธานพิธีวันทหารราบและพิธีเทิดเกียรตินายทหารชั้นนายเหล่าทหารราบ ประจำปี 2557 ที่จะเกษียณอายุราชจำนวน 89 นาย โดยมีนายทหารระดับสูงเข้าร่วมงานจำนวนมาก

พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวให้โอวาทแก่กำลังพลตอนหนึ่งว่า ทหารราบมีจิตวิญญาณความเป็นทหารพร้อมสละชีพปกป้องคำชูสถาบัน การปฏิบัติภารกิจที่ผ่านมา เพื่อนทหารราบได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง อดทน เสียสละ สร้างคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน แสดงความเป็นเสาหลักให้ประเทศชาติและประชาชน ขอให้ดำรงความมุ่งมั่นอยู่บนพื้นฐานความรักความสามัคคี ตลอดจนใช้ความรู้ความสามารถมาสู่ประเทศชาติต่อไป

"ขอให้กำลังใจกับรัฐบาลด้วย เพราะวันนี้รัฐบาลก็อาการหนัก เนื่องจากงานมีจำนวนมาก แต่สู้ไหว เพราะได้ผ่านวันเวลาที่ยากลำบากมาแล้ว ดังนั้นจะทำเต็มที่เพื่อแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมืองให้ได้ โดยไม่ได้หวังผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น แต่การทำงานที่ไม่มุ่งหวังอะไรเป็นสิ่งที่ยาก เพราะมีกระแสต่อต้านก็จะมาก แต่ก็จะทำให้ดีที่สุดและดูแลประเทศชาติ รวมถึงกองทัพบกและเหล่าทัพ"

"สุริยะใส"ติงต่ออายุราชการเลขาฯสศช.ไม่เหมาะ

นายสุริยะใส กตะศิลา อาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ตนกังวลในประเด็นที่ ครม. มีมติเมื่อวันที่ 23 ก.ย. ต่ออายุราชการให้แก่ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) อีก 1 ปี เพราะจะกลายเป็นปัญหาต่อรัฐบาลในระยะยาว

รวมถึงการแต่งตั้งให้บุคคลที่มีตำแหน่งข้าราชการประจำ เช่น ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ, นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นรมว. สาธารณสุข เป็นต้น แม้จะแต่งตั้งด้วยความตั้งใจดี แต่ทำให้เกิดความกังวลว่าการแต่งตั้งบุคคลซ้อนตำแหน่งจะกลายเป็นบรรทัดฐานทางการเมืองในอนาคต และเสี่ยงต่อการมีผลประโยชน์ทับซ้อนได้ อย่างไรก็ประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่าน อาทิ รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ล้มไปเพราะข้อหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

"ข้าราชการที่เป็นฝ่ายนำเสนอโครงการ นโยบายต่อผู้มีอำนาจตัดสินใจ คือ รัฐมนตรี หากเป็นคนๆ เดียวกัน อาจถูกตั้งคำถามได้ว่าใครจะเป็นผู้ถ่วงดุล หรือตรวจสอบ ใครจะเป็นผู้ตัดสินใจ ทั้งนี้ผมไม่ได้มองว่าเรื่องนี้เป็นการให้ประโยชน์ต่างตอบแทนที่ครม.ต่ออายุราชการให้นายอาคม เพราะนายอาคม ถือว่าทำงานมากับหลายรัฐบาล แต่กรณีที่ต่ออายุราชการให้ข้าราชการประจำและยังให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอีก หากเป็นรัฐบาลในสถานการณ์ปกติจะไม่กล้าทำ และแม้อยู่ในสถานการณ์รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารยิ่งไม่ควรทำ"

นายสุริยะใส กล่าวด้วยว่า ข้าราชการประจำที่มีตำแหน่งรัฐมนตรีควรพิจารณาทบทวนการดำรงตำแหน่ง โดยตัดสินใจให้ชัดเจนว่าทำหน้าที่ใด ไม่เช่นนั้นประเด็นที่สังคมกังวลเรื่องผลประโยชน์ที่ขัดกัน อาจสร้างผลกระทบไปยังการปฏิรูปประเทศในประเด็นการขจัดการทุจริต ส่วนของผลประโยชน์ที่ขัดกันได้และหากทำให้ประชาชนคลางแคลงใจแล้วอาจะเกิดความไม่มั่นใจว่า คสช.จะนำไปสู่การปฏิรูป หรือสิ่งที่ดีกว่าได้หรือไม่ ดังนั้นคสช.ต้องตระหนักเรื่องดังกล่าวให้ดี

"ป.ป.ช.-อสส."สรุปคดีจำนำข้าวก่อนสิ้นต.ค.

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ในฐานะคณะทำงานร่วมระหว่างป.ป.ช.กับอัยการสูงสุด (อสส.) กล่าวถึงคดีโครงการรับจำนำข้าวของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า เมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมานั้น เป็นการประชุมครั้งแรกของคณะทำงานร่วมในกรอบของการที่ผู้แทนอัยการนำเสนอความเห็นที่เห็นว่า มีข้อไม่สมบูรณ์อยู่ใน 4 ประเด็นที่เสนอมาอย่างไร และต้องการให้ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในเรื่องใดบ้าง

"เช่น พยานบุคคล พยานเอกสารที่เห็นว่ายังไม่ครบถ้วน และเมื่อป.ป.ช.ให้เหตุผลในแต่ละประเด็นทั้ง 4 ประเด็นนั้นแล้วว่า มีความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร ก็ได้คุยในกรอบทั้ง 4 ประเด็นแล้ว ป.ป.ช.ได้ยืนยันในข้อไม่สมบูรณ์ไปว่าในสำนวนนั้นมีพยานหลักฐานหมดแล้ว สามารถไปเปิดในพยานเอกสารแฟ้มที่เท่าใด หน้าที่เท่าใด รวมทั้งพยานบุคคลป.ป.ช.ที่ได้สอบไว้แล้ว และอยู่ในเอกสารแฟ้มที่หน้าที่เท่าใด ซึ่งทางฝ่ายอัยการก็ต้องกลับไปดูอีกครั้งว่าข้อที่ป.ป.ช.ระบุว่าสอบแล้ว รวบรวมไว้แล้วนั้นพอฟังได้หรือไม่ หากอสส.รับไม่ได้จริงๆ ในการประชุมครั้งหน้าที่นัดกันในวันที่ 10 ต.ค.ก็จะกลับมาบอกให้ที่ประชุมทราบ ว่าอสส.รับได้หรือไม่ได้ แล้วป.ป.ช.รับได้หรือไม่ ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็จะถือว่ายังไม่สามารถตกลงกันในเรื่องการดำเนินคดีได้ แต่ถ้ารับได้ทำร่วมกันได้ก็ต้องไปดำเนินการร่วมกัน"นายสรรเสริญ กล่าวว่า คณะทำงานได้ตั้งปฏิทินไว้ว่าจะประชุมอีก 2 ครั้งจึงจะทำการสรุปได้ ยกเว้นว่าหากจะต้องมีการไต่สวนเพิ่มเติมก็ต้องเพิ่มเวลาขึ้นอีกเล็กน้อย แต่หลังจากนัดประชุมในวันที่ 10 ต.ค.แล้วไม่มีความคืบหน้าอะไร ก็นัดกันได้อีกภายในไม่เกิน 10 วัน ตนพยายามที่จะขอว่าเรื่องนี้จะต้องทำให้กระจ่าง เพื่อสังคมจะได้กระจ่างด้วย ดังนั้นตามกรอบปกติก็เชื่อว่าสามารถสรุปได้ไม่เกิดสิ้นเดือนต.ค.ว่าอสส.จะส่งฟ้องเองหรือไม่

ป.ป.ช.มอบจนท.หาข้อเท็จจริงไมค์แพง

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานป.ป.ช.ให้สัมภาษณ์ถึงการแสวงหาข้อเท็จจริงไมโครโฟนห้องประชุมครม.แพงเกินจริงว่า เมื่อมีผู้ร้องเรียนเรื่องนี้มาจึงมีการนำเข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการ และได้มอบสำนักงานเลขาธิการป.ป.ช.ให้ดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งทราบความคืบหน้าว่าเลขาธิการป.ป.ช.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปแสวงหาข้อเท็จจริงแล้ว เชื่อว่าจะได้กลับมารายงานข้อมูลต่อกรรมการอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะพิจารณากันอีกครั้งว่ามีมูลเหตุเพียงพอที่จะตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนหรือไม่