วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประยุทธ์'จัดระเบียบวาระประชุมครม.ใหม่

"นายกฯประยุทธ์" จัดระเบียบวาระประชุมครม.ใหม่ พื่อให้เกิดความรัดกุม และโปร่งใสตรวจสอบได้ในมติครม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หน้าเว็บไซต์ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.) ได้เผยแพร่หนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 12 ก.ย. ลงนามโดยนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ส่งถึงรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงและกรมต่างๆ ในเรื่อง "การกําหนดขั้นตอนการเสนอเรื่องต่อครม." พร้อมกับแนบ 1.แบบหนังสือส่วนราชการเสนอเรื่องต่อครม. และ 2.แบบหนังสือรองนายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้เสนอครม.

เนื้อหาในหนังสือหนังสือดังกล่าวระบุว่า "ด้วยนายกรัฐมนตรีได้มีนโยบายให้การประชุมครม.และการเสนอเรื่องต่อครม.ของส่วนราชการมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยให้ส่วนราชการเสนอเรื่องให้รองนายกรัฐมนตรีที่กํากับการบริหารราชการ ได้พิจารณาเรื่องที่จะเสนอต่อครม. ในเบื้องต้น เพื่อให้มีการบูรณาการการทํางานของส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ ก่อนเสนอต่อครม."

ทั้งนี้จากการตรวจสอบเนื้อหาพบว่า เป็นแบบฟอร์มใหม่ที่หน่วยงานจะต้องใช้ในการนำเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมครม. โดยมีรายละเอียดที่กำหนดขึ้นใหม่ คือ รายงานการวิเคราะห์หรือศึกษาตามกฎหมาย ที่ต้องศึกษาวิเคราะห์ในเรื่องนี้ก่อนดำเนินการให้สรุปผลการศึกษาและเสนอรายงานการศึกษามาด้วย, ​ผลกระทบ ซึ่งต้องระบุผลกระทบของเรื่องที่มีต่อสภาวะทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองหรือด้านอื่นๆ, ค่าใช้จ่ายและแหล่งที่มา ให้ระบุจำนวนเงินและแหล่งที่มาของเงิน ให้ระบุหมวดของงบประมาณที่เสนอขอมาให้ชัดเจน

สำหรับรายละเอียดส่วนอื่นๆ จะเหมือนแบบฟอร์มเดิม เช่น ​เหตุผลความจำเป็นที่ต้องเสนอ, ความเร่งด่วนของเรื่อง, สาระสำคัญ ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย, ​ความเห็นหรือความเห็นชอบ/อนุมัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง, ข้อกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และข้อเสนอของส่วนราชการเจ้าของเรื่อง สำหรับกรณีการขอให้มีการทบทวนมติต้องระบุให้ชัดเจนว่าจะขอยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมมติจากเดิมเป็นอย่างไร

แหล่งข่าวจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เปิดเผยว่า แบบฟอร์มดังกล่าวเป็นแบบฟอร์มใหม่ ที่เป็นการสั่งการจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ต้องการเพิ่มขึ้นมาเพื่อให้เกิดความรัดกุม และโปร่งใสตรวจสอบได้ในมติครม. โดยส่วนที่เพิ่มคือ ส่วนของ "​รายงานการวิเคราะห์หรือศึกษาตามกฎหมาย" "​ผลกระทบ" และ"ค่าใช้จ่ายและแหล่งที่มา" เพราะที่ผ่านมาเวลาครม.มีมติในโครงการใหญ่มักจะมีช่องโหว่ใน 3 ส่วนนี้