'จาตุรนต์'มอง8ปีรัฐประหาร2549'เสียของ'หรือ'ไม่เสียของ'

'จาตุรนต์'มอง8ปีรัฐประหาร2549'เสียของ'หรือ'ไม่เสียของ'

"จาตุรนต์"โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค วิเคราะห์ 8ปีรัฐประหาร2549'เสียของ'หรือ'ไม่เสียของ'

การรัฐประหารเมื่อปี 2549 มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากการรัฐประหารครั้งอื่นๆอยู่อย่างหนึ่งคือ เป็นการรัฐประหารที่ไม่มีผลเด็ดขาดไปทางใดทางหนึ่ง คือไม่ใช่รัฐประหารแล้วผู้ทำรัฐประหารมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปหลายๆปีและก็ไม่ใช่รัฐประหารที่อยู่ได้สั้นๆแล้วถูกต่อต้านคัดค้านจนต้องม้วนเสื่อถอยไปและยอมให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยมากๆ แต่เป็นการรัฐประหารที่คาราคาซัง ฝ่ายที่สนับสนุนกับฝ่ายที่ไม่สนับสนุนอยู่ในสภาพเหมือนชักเย่อยื้อกันไปยื้อกันมา ไม่แพ้ชนะกันไปทางใดทางหนึ่งเป็นเวลานาน

การรัฐประหารเมื่อ 8 ปีก่อนจึงเป็นการรัฐประหารที่มีการวิเคราะห์ ประเมินผลกระทบต่อเนื่องมากที่สุด ทั้งในเวลาที่มีการพูดถึงการเมืองไทยและในโอกาสครบรอบปีทุกๆปี

ในการประเมินผลกระทบจากการรัฐประหารปี 49 นั้นสามารถดูจากข้ออ้างในการทำรัฐประหารและสิ่งที่คณะรัฐประหารต้องการจะทำเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจะพบว่าในแต่ละปีที่ผ่านมา การวิเคราะห์ประเมินผลของการรัฐประหารปี 49 จะได้ข้อสรุปที่คงเส้นคงวามาตลอด การมาประเมินกันในปีนี้ ข้อสรุปนอกจากจะสอดคล้องกับข้อสรุปในปีก่อนๆแล้ว ยังน่าจะเป็นการตอกย้ำทำให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ข้ออ้างในการทำรัฐประหารที่สำคัญมีอยู่ 4 ข้อ

ข้ออ้างข้อที่ 1 เรื่องการทุจริต คอรัปชั่น เราจะพบว่า ถึงแม้คณะรัฐประหารจะใช้คตส.ซึ่งเป็นเครื่องมือในกระบวนการที่ไม่ปรกติเข้าตรวจสอบ แต่ก็สามารถดำเนินคดีลงโทษบุคคลในรัฐบาลก่อนการรัฐประหารได้น้อยมาก ส่วนระบบในการป้องกันปราบปรามการทุจริตที่สร้างขึ้นหลังการรัฐประหาร ทั้งๆที่ไม่เป็นกลางและเลือกปฏิบัติอย่างโจ่งแจ้ง แต่ก็สามารถลงโทษผู้กระทำผิดได้น้อยมากเช่นกัน ทั้งยังไม่เป็นที่ยอมรับของฝ่ายต่างๆในสังคมด้วย

ข้ออ้างข้อที่ 2 เรื่องมีการหมิ่นเหม่ต่อสถาบันฯ หลังรัฐประหารแล้วไม่มีการดำเนินคดีที่เป็นที่ยุติได้ว่าบุคคลในรัฐบาลก่อนการรัฐประหารกระทำผิดในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแม้แต่รายเดียว มีแต่ผู้ที่กล่าวหาคนในรัฐบาลถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทและถูกศาลตัดสินว่าหมิ่นประมาทจริง ก่อนการรัฐประหาร มีกรณีที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่มาก แต่หลังการรัฐประหารเรื่อยมามีการกล่าวหาและดำเนินคดีในข้อหาล้มเจ้าบ้าง หมิ่นพระบรมเดชานุภาพบ้างมากกว่าก่อนการรัฐประหารหลายสิบเท่า

ข้ออ้างข้อที่ 3 การบริหารแผ่นดินแทรกแซงองค์กรอิสระ หลังการรัฐประหารกลับมีองค์กรอิสระที่ไม่เป็นอิสระเลยไม่แต่น้อย หากเป็นองค์กรที่มาจากการแต่งตั้งหรือเห็นชอบโดยคณะรัฐประหารที่ทำหน้าที่ต่อเนื่องกันมาโดยปราศจากความเป็นกลาง เลือกปฏิบัติและไม่เป็นที่ยอมรับ จนมีคำถามในภายหลังว่าองค์กรไหนมีความจำเป็นและคุ้มค่าที่จะดำรงอยู่มากน้อยเพียงใด

ข้ออ้างข้อที่ 4 ความขัดแย้งแตกแยกในสังคม หลังรัฐประหารความขัดแย้งแตกแยกกลับยิ่งมากขึ้นเป็นทวีคูณ ทั้งจากเรื่องเดิมที่ว่าใครควรเป็นรัฐบาลและเรื่องกฎกติกาของบ้านเมือง ระบบยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายฯลฯ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งมีอยู่ในทุกระดับของสังคมและขยายวงออกไปอย่างกว้างขวางยิ่งกว่าก่อนการรัฐประหารปี 49 จนกระทั่งกลายเป็นข้ออ้างของการรัฐประหารในครั้งล่าสุดซึ่งก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมได้และยังอาจเพิ่มประเด็นที่สังคมมีความเห็นแตกต่างกันมากขึ้นอีกด้วย

สำหรับสิ่งที่คณะรัฐประหารปี 49 ต้องการทำเป็นพิเศษซึ่งไม่ได้ตรงกับข้ออ้างทั้ง 4 ข้อก็คือ การทำตามบันไดสี่ขั้นซึ่งต้องการให้เกิดผลสัมฤทธิ์คือการทำลายพรรคไทยรักไทย ทำทุกอย่างเพื่อป้องกันขัดขวางไม่ให้พรรคการเมืองและนักการเมืองสายทักษิณ ไทยรักไทยกลับมาเป็นรัฐบาลและเพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล สร้างรัฐธรรมนูญที่มีหลักประกันว่าประชาชนจะไม่สามารถกำหนดความเป็นไปของบ้านเมืองและผู้มีอำนาจแท้จริงตามรัฐธรรมนูญจะสามารถหักล้างมติมหาชนจากการเลือกตั้งได้โดยง่าย

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นไปตามแผนบันไดสี่ขั้น เพราะประชาชนไม่เออออด้วย การใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญหักล้างมติมหาชนจึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อประชาชนพยายามแก้รัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถทำได้ กระบวนการปกป้องรัฐธรรมนูญและการจัดการกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้พัฒนาเกินเลยไปจนกลายเป็นการสร้างระบบที่เป็นประชาธิปไตยน้อยลงไปอีก เกิดเป็นความเสียหายต่อระบบยุติธรรม และเมื่อใช้วิธีการทุกอย่างที่สามารถทำได้ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 50 แล้วก็ยังไม่เป็นผล การรัฐประหารก็เกิดขึ้นในที่สุด

มีการพูดกันมากว่าการรัฐประหารเมื่อปี 49 นั้นเป็นการ"เสียของ" เรื่องนี้ก็แล้วแต่มุมมองที่แตกต่างกันไป

จะบอกว่าการรัฐประหารปี 49 ไม่ประสบความสำเร็จตามข้ออ้าง 4 ข้อจึงถือว่าล้มเหลวและเสียของคงไม่ได้ เพราะข้ออ้างทั้ง 4 ข้อ จริงๆแล้วก็เพียง"ข้ออ้าง" ที่เป็นสูตรสำเร็จที่มักใช้กันเสมอๆเวลาที่จะมีรัฐประหาร เมื่อรัฐประหารแล้ว ก็หาได้พยายามทำอะไรจริงจังตามข้ออ้างแต่อย่างใดไม่

ถ้าดูจากสิ่งที่คณะรัฐประหารเมื่อ 8 ปีก่อนหมายมั่นปั้นมือจะทำให้สำเร็จแล้วไม่สำเร็จก็จะพบว่าสาเหตุสำคัญอยู่ที่การฝืนความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ ไม่เป็นธรรมและไม่สอดคล้องกับพัฒนาการทางการเมืองทั้งก่อนและหลังการรัฐประหาร

คงไม่มีใครบอกได้ว่าถ้าพลเอกสนธิ บุณยรัตกลินกับพวกเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกันเสียเองและใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกว่าที่ทำไปแล้วผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร คณะรัฐประหารจะประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจหรืออาจจะล้มเหลวยิ่งกว่าที่ผ่านมาก็เป็นได้

ปัญหายังอยู่ที่คำว่า"เสียของ" เราจะมองอย่างไร คำว่า"เสียของ"หมายความว่าอย่างไร

บางคนอาจมองว่าการที่คณะรัฐประหารเมื่อปี 49 ล้มเหลวที่ไม่สามารถกวาดล้างคุณทักษิณกับพวกให้สิ้นซากไปจากการเมืองไทย และล้มเหลวที่ไม่สามารถสร้างระบบการเมืองการปกครองที่มีหลักประกันว่าประชาชนจะต้องไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไร

แต่นั่นเป็นการ"เสียของ"จริงหรือ ถ้า"เสียของ" ใครเสียของ

หากคณะรัฐประหารทำสำเร็จในการกำจัดคุณทักษิณกับพวกให้หมดไป อาจต้องเกิดจากการทำลายระบบการเมืองการปกครองและระบบยุติธรรมให้ย่อยยับลงไปยิ่งกว่าที่เกิดขึ้นมาแล้วก็ได้ สังคมไทยอาจตกอยู่ในวิกฤตความขัดแย้งและความรุนแรงยิ่งกว่าที่เกิดขึ้นมาแล้วก็ได้มิใช่หรือ

ถ้าคณะรัฐประหารปี49 ทำสำเร็จในการสร้างระบบที่มีหลักประกันว่าประชาชนจะต้องไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรยิ่งกว่าที่เกิดขึ้นมาแล้ว ใครคือผู้เสียประโยชน์ มิใช่ประชาชนทั้งประเทศหรือ ?

ถ้าบอกว่าการรัฐประหารปี 49 ล้มเหลวที่ไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยได้ ก็คงจะต้องดูให้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการรัฐประหารนั้นไม่ใช่มุ่งแก้ความขัดแย้งมาแต่ต้น ในความเป็นจริงสิ่งเหล่านั้นได้ซ้ำเติมให้ความขัดแย้งยิ่งหนักหนาสาหัสมากขึ้นไปอีกเสียมากกว่า ว่าไปแล้วการรัฐประหารปี 49 เองนั่นแหละคือ ต้นเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้ความขัดแย้งบานปลายและโดยธรรมชาติแล้วการรัฐประหารที่เกิดขึ้นนั้นไม่มีทางที่ช่วยแก้ความขัดแย้งในสังคมไทยได้เลย เมื่อประกอบกับเจตนารมณ์ของคณะรัฐประหารที่เต็มไปด้วยมโนทุจริตด้วยแล้ว การรัฐประหารปี 49 จึงทำให้ความขัดแย้งยิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น

ถ้าจะสรุปว่าการรัฐประหารเป็นการ"เสียของ" ที่ทำอะไรหลายอย่างไม่สำเร็จก็อาจมองได้ แต่ถ้าคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศกันแล้ว ที่"เสียของ"ไปก็ดีแล้ว ถ้า"ไม่เสียของ"สิ จะเสียหายมากกว่าที่เสียหายกันไปแล้วอีกมากนัก

หากใครจะคิดทำให้การรัฐประหารครั้งหนึ่งๆ "ไม่เสียของ" คงต้องคิดให้ดีเสียก่อนว่าคำว่า"เสียของ" หรือ "ไม่เสียของ" นั้นมีความหมายอย่างไรกันแน่.