วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐเล็งยืดจ่ายหนี้จำนำข้าวยาว30ปี

“ปรีดิยาธร” เผยแผนสางหนี้จำนำข้าว 7 แสนล้านบาท เล็งขยายระยะเวลาชำระหนี้จาก 5 ปีเป็น 30 ปี

ไม่ชำระหนี้ใน 10 ปีแรก อัดข้าวไทยเผชิญความชั่วมา 2 ปี ชี้ส่งออกข้าวไทยจะดีขึ้นใน 3 ปีข้างหน้า ด้าน"พาณิชย์"ตั้งมิสเตอร์ข้าวดูแล พร้อมร่วม 5 องค์กรชาวนาเกาะติดราคาข้าวเริ่มสัปดาห์หน้า ยันราคาข้าวเปลือกไม่ต่ำกว่า 8,500 บาทต่อตัน

ผลพวงจากการจำนำข้าวสร้างภาระหนี้ให้รัฐบาลมากกว่า 7 แสนล้าน ส่งผลให้รัฐบาลขาดเงินในโครงการลงทุน ทำให้ต้องวางแผนในการยืดระยะเวลาในการชำระหนี้ออกไปให้นานที่สุด โดยอาจใช้เวลายาว 30 ปี

ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีกล่าวระหว่างการชี้แจงนโยบายรัฐบาลให้กับหัวหน้าส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เมื่อวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา ว่ารัฐบาลจะเร่งบริหารจัดการหนี้ภาครัฐที่เกิดขึ้นมาในช่วงรัฐบาลก่อน โดยเฉพาะหนี้ที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าว ที่ส่งผลให้เกิดภาระหนี้สูงถึง 7 แสนล้านบาท โดยจะขยายระยะเวลาใช้หนี้ออกไปเป็น 30 ปี

โดยในช่วง 10 ปีแรกวางแผนว่าจะยังไม่มีการชำระหนี้ เนื่องจากหากใช้หนี้ตามแผนเดิมที่วางไว้ว่าจะต้องชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 5 ปี แต่การใช้หนี้ให้แล้วเสร็จใน 5 ปี จะส่งผลให้ไม่มีงบประมาณแผ่นดินมาใช้ในการพัฒนาประเทศด้านอื่น โดยแนวทางการขยายเวลาการชำระหนี้เป็นแนวทางที่ทำได้และไม่มีความน่าเป็นห่วง

ลั่นข้าวไทยเจอความชั่ว 2 ปีพัง

“เดิมสินค้าเกษตรของไทยเป็นจุดแข็งอันดับต้นๆ ของโลกมาตลอด เช่น ยางพาราเป็นอันดับหนึ่ง น้ำตาลเป็นอันดับสอง แต่ข้าวเจอความชั่วไป 2 ปี เป็นอันดับที่สาม ซึ่งคาดว่าอีก 3 ปี ไทยจะกลับมาส่งออกข้าวได้อันดับหนึ่งเนื่องจากตลาดส่งออกข้าวยังอยู่ในมือผู้ส่งออก” ม.ร.ว.ปรีดียาธรกล่าว

สำหรับแนวทางการดูแลผลผลิตทางการเกษตร จะต้องทำให้สำเร็จภายใน 1 ปี โดยปรับวิธีการให้เหมาะสม ซึ่งพืชแรกที่จะเร่งแก้ไขคือ ยางพาราที่มีปัญหาราคาตกต่ำ เพราะปัจจุบันการใช้ยางพาราในประเทศมีสัดส่วนเพียง 10% จึงต้องหาแนวทางส่งเสริมเพิ่มขึ้น เช่น การส่งเสริมให้กลุ่มสหกรณ์แปรรูปเพิ่มมูลค่า และส่งเสริมให้สหกรณ์เพิ่มบทบาทในการแปรรูปและส่งออกเพื่อเพิ่มการต่อรองกับผู้ส่งออกรายใหญ่ ขณะเดียวกันยังต้องทำควบคู่กับภาคอุตสาหกรรมที่จะเน้นการนำนวัตกรรมเข้ามาใช้ และยังขอฝากให้กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงมหาดไทยเร่งแก้ไขปัญหาการลักลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรมในเขตชุมชนอย่างรวดเร็ว

"ฉัตรชัย"ดึง 5 องค์กรชาวนารุกแก้ราคาข้าว

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เรียกประชุมผู้แทนเกษตรกรไทยจากสมาคมต่างๆ 5 องค์กร ได้แก่ นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย นายวิเชียร พวงลำเจียก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย นายวิชา ดาวแจ่ม เลขาธิการสมาคมส่งเสริมชาวนาไทย นายระวี รุ่งเรือง นายกสมาคมเครือข่ายชาวนาไทยและเลขาธิการเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชน

เบื้องต้นเห็นร่วมกันว่าให้มีการจัดตั้งคณะหารือด้านข้าว ระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับตัวแทนชาวนา เพื่อหารือถึงแนวทางในการกำหนดมาตรการช่วยเหลือชาวนา ในลักษณะการป้องกันเชิงรุก ก่อนที่จะเกิดปัญหา โดยเฉพาะเรื่องการตลาดและระดับราคาข้าวที่ชาวนา ควรขายได้อย่างเหมาะสม ในช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่กำลังจะมาถึงนี้

"ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต้องการให้กระทรวงฯมีการทำงานเชิงรุกร่วมกับชาวนา ไม่ใช่พอข้าวราคาตก แล้วชาวนามาเดินขบวนถึงค่อยมาแก้ไขปัญหา แต่ต้องมีการหารืออย่างต่อเนื่องที่จะผลักดันให้ชาวนาขายข้าวได้ราคาเหมาะสม ไม่ตกต่ำ ตั้งเป้าว่าข้าวเปลือกควรขายได้ไม่ต่ำกว่าตันละ 8,500 บาทขึ้นไป” นายบุณยฤทธิ์ กล่าว

ประชุมทุก 2 สัปดาห์เสนอทางแก้

การประชุมของคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงพาณิชย์ ที่จะมีตัวแทนจากกรมการค้าต่างประเทศ กรมการค้าภายใน และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และตัวแทนจาก 5 สมาคมชาวนา รอบแรกจะมีขึ้นภายในสัปดาห์หน้า โดยกำหนดการประชุมทุกๆ 2 สัปดาห์ ซึ่งประเด็นที่จะหารือจะเน้นในเรื่องด้านการตลาด ที่กระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบ เพราะสาเหตุที่ราคาข้าวตกต่ำ เกิดจากปริมาณและความต้องการไม่สอดคล้องกัน ดังนั้นจำเป็นต้องหามาตรการที่จะดึงซัพพลาย หรือปริมาณข้าวฤดูกาลใหม่ออกจากตลาด ไม่ให้เกษตรกรนำข้าวเปลือกมาขายพร้อมกัน ที่จะทำให้ราคาข้าวตกต่ำ รวมทั้งต้องหาตลาดต่างประเทศมารองรับผลผลิตข้าวเปลือกนาปี ฤดูกาลใหม่ที่กำลังทยอยออกมาในช่วงต.ค.นี้

“หากกลุ่มคณะทำงานระหว่างกระทรวงพาณิชย์และชาวนา มีผลสำเร็จสามารถแก้ไขได้ ต่อไปก็จะขยายให้ครอบคลุมการดูแลด้านอื่นๆ เช่นด้านการผลิต ที่จะมีกระทรวงเกษตรฯเข้ามาร่วมด้วย เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มองว่าการดูแลข้าวเน้นเรื่องการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และการจัดโซนนิ่ง โดยพื้นที่ไหนไม่เหมาะสมปลูกข้าวก็ควรทำอย่างอื่น”

อย่างไรก็ตาม มาตรการในการดูแลราคาข้าวเบื้องต้น ก่อนหน้านี้กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดมาตรการให้โรงสีมาเข้าร่วมโครงการเก็บสต็อกข้าวล่วงหน้า โดยซื้อข้าวในราคานำตลาด ซึ่งรัฐบาลจะจูงใจด้วยการชดเชยสินเชื่อในอัตรา 3% ให้กับโรงสี

นอกจากนี้จะมีการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสต็อกข้าวของผู้ส่งออกที่ต้องมีสำรองตามกฎหมาย 500 ตัน ว่ามีการเก็บสต็อกจริงหรือไม่ และอนาคตอาจมีการเพิ่มมาตรการจูงใจชาวนาให้เก็บสต็อกข้าวไว้ในยุ้งฉาง เพื่อป้องกันการนำข้าวเปลือกมาขายพร้อมกัน โดยจะหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำมาสร้างแรงจูงใจ

“ชาวนาพอใจกับการตั้งคณะทำงานร่วมและระดับราคาที่ 8,500 บาท/ตันนั้น ชาวนาส่วนใหญ่พอใจ โดยภาครัฐพยายามผลักดันไม่ให้ชาวนาขายข้าวความชื้นสูง ซึ่งจะหาวิธีการต่อไปในการให้ข้าวชาวนานำมาขายไม่ถูกหักค่าความชื้น”

เตรียมตั้งมิสเตอร์ข้าวประสานทั้งระบบ

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะมีการจัดตั้งมิสเตอร์ข้าวเพื่อทำหน้าที่ดูแลและประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องกับข้าวทุกฝ่าย เพื่อที่จะได้ติดตามและแก้ไขสถานการณ์ข้าวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และจะใช้วิธีการรูปแบบเดียวกันกับการดูแลพืชและผลไม้ชนิดอื่นๆ

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันจากการรายงานของกรมการค้าภายใน ณ วันที่ 16 ก.ย. พบว่า ข้าวเปลือกซื้อขายในตลาดความชื้นไม่เกิน 15% ราคาอยู่ระหว่าง 7500-8200 บาทต่อตัน ส่วนที่มีการร้องเรียนว่าในบางพื้นที่ขายข้าวได้ราคาต่ำกว่าราคาเป้าหมาย 8,500 บาทต่อตัน เพราะต้องมีการเก็บเกี่ยวเพื่อหนีฝนชุกจึงทำให้ข้าวมีความชื้นสูงกว่าที่กำหนดไว้