เรืองไกร กก.กิจการพรรคเพื่อไทย ส่งหนังสือป.ป.ช.สอบไมค์แพง จี้ตรวจภาษีมูลค่าเพิ่ม-ดูสถานที่จริง
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมการกิจการพรรคเพื่อไทย และคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้ส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษ(อีเอ็มเอส) ถึงประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบไมโครโฟนราคาสูง ว่า ขณะนี้นายกรัฐมนตรีต้องลงมาสั่งการให้ระงับยับยั้งเรื่องดังกล่าว ฉะนั้นป.ป.ช.ต้องรีบทำงานไม่ควรนิ่งเฉย เพราะเห็นชัดแล้วว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง แต่น่าจะกลายเป็นเรื่องการทุจริต หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงขอเสนอแนวทางให้ป.ป.ช.ตรวจสอบดังนี้
1.เรื่องนี้ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ควรมีส่วนรับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก
2.ราคากลางกำหนดเมื่อวันที่ 22 ส.ค.57 โดยงานทั้งหมดเสร็จประมาณวันที่ 4 ก.ย.57 แสดงว่ามีระยะเวลาทำงานเพียง 2 สัปดาห์ ซึ่งมีพิรุธน่าสงสัยว่า ทำไมถึงดำเนินงานได้รวดเร็ว เพราะของต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ จึงมีข้อสังเกตว่ามีการทำงานก่อนที่จะประกาศราคากลางหรือไม่
3.ควรตรวจสอบว่าไมโครโฟนนำเข้ามาเมื่อวันที่เท่าไร ซึ่งดูได้จากใบขนส่งสินค้าขาเข้า และควรดูรายการอื่นด้วยว่านำเข้ามาเมื่อไหร่ หรือมีการนำของตกรุ่นมาขายโดยตั้งราคาที่สูงมาก ๆ หรือไม่
4.เมื่อทางราชการยอมรับแล้วว่าเป็นการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ ก็ต้องดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุพ.ศ. 2535 ตาม ข้อ 23 และข้ออื่นที่เกี่ยวข้อง
5.งบประมาณของงานนี้มีมูลค่า 67,988,000 บาท อำนาจในการสั่งซื้อจึงควรเป็นของปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีตามระเบียบฯ ข้อ 65 ทั้งนี้การสั่งซื้อโดยวิธีพิเศษ ต้องมีการทำสัญญา มีการเรียกหนังสือค้ำประกัน มีการจ่ายเงินล่วงหน้า มีการตั้งคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ คณะกรรมการตรวจรับพัสดุตามระเบียบฯ ข้อ 34.
“ นอกจากนี้ควรตรวจสอบรายงานการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของเอกชนด้วยว่า เมื่อของดังกล่าวได้นำมาส่งมอบแล้ว แม้จะยังไม่มีการตรวจรับ เพราะยังไม่มีสัญญา ก็ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มก่อน ซึ่งถ้าการส่งมอบเกิดขึ้นในเดือนส.ค.57 ก็ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มภายในวันที่ 15 ก.ย.57 เรื่องนี้ควรขอให้กรมสรรพากรตรวจสอบด้วยว่า มีการนำส่งภาษีหรือไม่ ด้วยมูลค่าฐานภาษีเท่าใด กรณีไมโครโฟน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ดังนั้น จะอ้างว่า ไม่รู้ ไม่เข้าใจระเบียบฯ ไม่ได้”นายเรืองไกรกล่าว
นายเรืองไกรกล่าวอีกว่า การที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ระงับการใช้ไมโครโฟนและอุปกรณ์อื่นที่เกี่ยวข้อง โดยให้รื้อถอนออกไปก่อน ป.ป.ช. ควรเข้าไปตรวจดูสถานที่จริงก่อนการรื้อถอน ทำการเก็บรวมรวมพยานหลักฐานต่างๆ เอาไว้ และถ้าเป็นไปได้ควรระงับไม่ให้มีการส่งมอบคืนไมโครโฟนหรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องไว้ก่อน จนกว่าการตรวจสอบจะแล้วเสร็จ เรื่องนี้หากประชาชนตรวจสอบไม่พบ ราชการจะสูญเสียงบประมาณไปเป็นจำนวนมาก และอาจเป็นช่องทางที่นำไปใช้ในหน่วยงานอื่นต่อไป ดังนั้นจึงน่าเชื่อว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายการทุจริตและประพฤติมิชอบเกิดขึ้นแล้ว แต่บังเอิญโดยประชาชนจับได้ก่อน ป.ป.ช. จึงไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไป


