วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สั่งอธิบดีสังกัดยธ.แก้กม.สร้างความเท่าเทียม

"ไพบูลย์"สั่งอธิบดี 13 กรมในสังกัดยธ.แก้กฎหมายล้าสมัยทั้งแพ่ง-อาญาสร้างความเป็นธรรมเท่าเทียม

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางเข้ามาทำงานในกระทรวงยุติธรรมเป็นวันแรก โดยได้เข้าไปสักการะพระพุทธรูปในห้องทำงาน พร้อมเดินเยี่ยมชมสถานที่ที่จัดเตรียมไว้สำหรับคณะทำงานฝ่ายกฎหมายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และเดินทักทายข้าราชการสำนักงานรัฐมนตรียุติธรรม ก่อนเป็นประธานประชุมมอบนโยบายให้กับหัวหน้าส่วนราชการกระทรวงยุติธรรม โดยพล.อ.ไพบูลย์ เปิดโอกาสให้อธิบดีของทุกกรมแนะนำตัวพร้อมบรรยายสรุปภารกิจ และงานเร่งด่วนที่ต้องขับเคลื่อนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน โดยเฉพาะงานช่วยเหลือคนยากจนและขาดโอกาสในการเข้าถึงความยุติธรรม ซึ่งมอบหมายให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพประสานงานใกล้ชิดกับศูนย์ดำรงธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งในการประชุมครม.พรุ่งนี้(16 ก.ย.) กระทรวงยุติธรรมจะเสนอของบกลางเพิ่มเติมอีกกว่า 100 ล้านบาท เพื่อนำไปจ่ายเป็นค่าเยียวยาตามพ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา ซึ่งก่อนหน้านี้คณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนฯได้พิจารณาอนุมัติเงินเยียวยาไปแล้วหลายรายแต่ยังมียอดเงินค้างจ่ายอีกจำนวนหนึ่ง

พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า ในส่วนงานปราบปรามทุจริตที่เป็นนโยบายหลักของรัฐบาลและคสช. ภายหลังมีการเพิ่มอำนาจให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) ส่งผลให้มีคดีเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 168 ซึ่งป.ป.ท.ยังมีอำนาจดำเนินการเอาผิดทางวินัย ส่วนคดีอาญายังต้องส่งเรื่องไปป.ป.ช.และศาลเหมือนเดิม ทั้งนี้กรณีที่มีคดีล่าช้าถือเป็นข้อจำกัดที่รัฐบาลไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายการทำงานขององค์กรอิสระได้ นอกจากนี้ ยังได้กำชับไปยังทุกกรมในสังกัดให้รวบรวมกฎหมายที่ล้าสมัยทั้งทางแพ่งและอาญาเพื่อเร่งรัดแก้ไขให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน ในส่วนกรมราชทัณฑ์ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และกรมคุมประพฤติ ได้สั่งการให้วางระบบการดูแลผู้ต้องขังในการควบคุมให้กลับเป็นคนดีได้จริง รวมถึงการสร้างระบบบังคับบำบัดผู้ติดยาเสพติดให้มีประสิทธิภาพ

"สำหรับดีเอสไอผมย้ำชัดเจนให้ไปดูว่ากฎหมายให้ชัดว่านิยามของคดีพิเศษคืออะไรเพื่อให้มีหลักในการทำงาน ไม่ใช่ทำงานไปตามความต้องการของใคร หากไม่มีหลักก็จะทำงานไม่ตรงกับหน้าที่ ประชาชนก็จะเสื่อมศรัทธาต่อองค์กร อะไรที่ถูกต้องทำต่อไปได้เลย หลังจากนี้จะหารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลผมอีกชั้นหนึ่ง ถึงการคงอยู่ของดีเอสไอ ส่วนเรื่องคดีชายชุดดำที่ตำรวจแยกสำนวนส่งฟ้องทั้งที่เป็นคดีพิเศษอยู่ในอำนาจสอบสวนของดีเอสไอ ยังไม่ทราบเพราะยังไม่ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องดังกล่าวกับสตช."พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว