"พรเพชร" ยอมรับมีผู้สมัครวิ่งเต้น ฝากแฟ้มประวัติให้พิจารณาเป็นพิเศษ แต่ยืนยันไม่ใช่ล็อบบี้มีผลประโยชน์
การประชุมร่วมกันของคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เมื่อวันศุกร์ที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางการสรรหา และยังพบปัญหาในบางประเด็น
นายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมการสรรหาสมาชิก สปช.ด้านการเมือง กล่าวว่าที่ประชุมมีมติใน 3 เรื่อง คือ 1.รับทราบจำนวนของผู้สมัครเป็น สปช. ด้านการเมืองที่มี 262 คน พร้อมรับเอกสารประกอบหลักฐานการสมัครจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการและงานธุรการคนละ 3 แฟ้มใหญ่
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าผู้สมัครบางรายได้ลงสมัครเป็น สปช.จังหวัด หรือสาขาอื่นซ้อนอยู่ด้วย มีประมาณ 10-20คน จึงได้ให้ฝ่ายเลขานุการไปตรวจสอบและพิจารณา โดยยึดพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหา สปช. พ.ศ.2557 เป็นหลัก เช่น การสมัครต้องสมัครเพียงด้านเดียว หากพบชื่อสมัครซ้อนสาขา ต้องดูว่าผู้สมัครรายนั้นถอนชื่อจากสาขาใดหรือไม่
หรือหากพบว่าเป็นการถูกเสนอชื่อโดยนิติบุคคลที่กำหนดว่าให้ส่งชื่อได้ไม่เกิน 2 คน ต้องตรวจสอบว่านิติบุคคลนั้นส่งชื่อเกินหรือไม่ หรือมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายหรือไม่ เพราะมีบางนิติบุคคลที่มีลักษณะเป็นเครือข่าย ค่อนข้างเป็นปัญหา ดังนั้นหากส่วนของนิติบุคคลที่ส่งชื่อเกินหรือตัวนิติบุคคลไม่มีผลทางกฎหมาย แล้วถือว่าไม่มีสิทธิเสนอชื่อ เรื่องดังกล่าวก็จะหมดปัญหา
2.คณะกรรมการได้วางหลักเกณฑ์คัดเลือกสมาชิก สปช. คือ พิจารณาจากแฟ้มประวัติที่ฝ่ายเลขานุการจัดทำ โดยแยกคุณวุฒิ, อาชีพ,การสังกัดพรรคการเมือง, ประวัติทางการเมือง และให้พิจารณาโดยใช้เกณฑ์ความหลากหลายที่สุด ในด้านอาชีพ ภูมิหลัง ความคิดความเชื่อทางการเมือง รวมถึงการศึกษา
3.ให้นำผลการพิจารณาของแต่ละคนไปประชุมร่วมกันในวันที่ 17 ก.ย.อีกครั้ง ทั้งนี้กรรมการยังไม่ได้สรุปว่าจะใช้การสรรหาด้วยการให้กรรมการแต่ละคนเสนอบัญชีรายชื่อที่เห็นสมควรหรือไม่ แต่ได้ระบุว่าอยากให้แล้วเสร็จภายในวันดังกล่าว หากไม่จบจะใช้วิธีอภิปรายเพื่อเสนอชื่อเป็นรายบุคคล
"เรามีข้อมูลของผู้สมัครเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองเบื้องต้นอยู่แล้ว แต่หลักเกณฑ์คัดเลือกที่ยึดความหลากหลายนั้น ไม่สามารถบอกว่าจะให้คนเสื้อเหลืองเท่าไร หรือคนเสื้อแดงเท่าไร ให้พรรคก้าวหน้า ให้พรรคอนุรักษนิยมจำนวนเท่าไร กปปส. หรือ นปช.จะได้รับเลือกหรือไม่ เราไม่มีคำตอบ แต่พูดในหลักการทั่วไปคือยึดความหลากหลายทั้งอาชีพ ความคิด" นายสุรพล กล่าว
เหลือ20%ยังตรวจคุณสมบัติไม่ครบ
นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า ขณะนี้ได้นำรายชื่อผู้เข้ารับการสรรหา สปช.ทั้ง 11 ด้าน รวม 4,585 รายชื่อ ส่งให้คณะกรรมการสรรหาในแต่ละด้านเพื่อพิจารณาคัดเลือกแล้ว ซึ่งคณะกรรมการสรรหาส่วนใหญ่พอใจเอกสารที่นำเสนอ และบางคณะขอให้ฝ่ายเลขานุการจัดแบ่งกลุ่มรายชื่อ เช่น กลุ่มวิชาชีพ รายภาค กลุ่มนักวิชาการ เพศ และกลุ่มผู้ด้อยโอกาส โดยจะกลับมาดำเนินการอีกครั้งเพื่อเสนอต่อที่ประชุมในการประชุมครั้งต่อไป วันที่ 15 ก.ย.นี้
อย่างไรก็ดี ในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เข้ารับการสรรหา ยังมีอีกร้อยละ 20 ที่ยังตรวจสอบไม่ครบถ้วน
"พรเพชร"มั่นใจได้ สปช.ไม่มีร้องยี้
นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหา สปช.ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กล่าวว่า ที่ประชุมได้วางหลักเกณฑ์การคัดเลือกแล้ว คือ หลังจากที่ศึกษาเอกสารพร้อมประวัติผู้สมัคร ให้กรรมการแต่ละคนทำบัญชีผู้สมควรได้รับเลือกที่ดีที่สุดจำนวน 50 คน โดยยึดความหลากหลาย จากนั้นจะนำบัญชีที่แต่ละคนทำมา นำเสนอในการประชุมครั้งถัดไป
ทั้งนี้ หากพบว่ามีรายชื่อผู้สมัครที่รับเลือกตรงกัน จะเข้าสู่ขั้นตอนการอภิปราย ซักถามข้อมูลทั้งจาก กกต. และถามเหตุผลจากกรรมการสรรหา จากนั้นจะต้องมีการลงคะแนนเลือกอีกครั้ง โดยผู้สมัครที่ได้รับเลือกจะต้องได้รับความเห็นชอบเป็นเสียงข้างมาก ทั้งนี้ในการเลือกรอบแรกนี้ทางกรรมการยังไม่มีถกเถียงหรือหารือกันมาก่อน โดยส่วนตัวเชื่อว่าการคัดเลือกจะได้คนที่ประพฤติดี ไม่ถูกร้องยี้
ยอมรับมีวิ่งฝากแฟ้มให้พิจารณา
"ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เท่าที่ดูไม่รู้ว่าใครเหลือง ใครแดง แต่ไม่ได้คำนึงมาก ไม่ต้องค้นหาความหลากหลายในประเด็นนี้ผมจะดูที่สถาบันที่ประกอบอาชีพมากกว่า รวมถึงประสบการณ์การทำงานว่าเขามีความสามารถอย่างไร นอกจากนั้นจะพิจารณาอายุด้วย เพราะถ้าอายุมากเกินไป หรือมีปัญหาสุขภาพ อาจกระทบต่อความพร้อมที่จะทำงาน เพราะงานปฏิรูปถือเป็นงานที่หนัก" นายพรเพชร ระบุ
ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวมีผู้สมัครวิ่งขอคะแนนจากกรรมการสรรหา นายพรเพชร กล่าวว่า ยอมรับว่ามีผู้สมัครที่รู้จักกันนำแฟ้มประวัติมาขอให้พิจารณา ซึ่งได้ตอบกลับไปว่า พร้อมพิจารณาทุกคนอยู่แล้ว และไม่ถือว่าการฝากแฟ้มประวัตินั้นมีผลใดๆ ต่อการตัดสินใจเลือกผู้สมัคร
ส่วนกรณีที่สื่อมวลชนนำประเด็นนี้ไปนำเสนอและใช้คำว่าล็อบบี้นั้น ในความหมายของการล็อบบี้ที่พบว่ามีการให้ของตอบแทนเพื่อได้รับเลือก ขอยืนยันว่าไม่มีเรื่องนี้เข้ามา
ไม่ฟันธงเปิดชื่อก่อนส่ง คสช.
เมื่อถามว่ากรรมการสรรหาจะเปิดเผยรายชื่อผู้สมัคร สปช.ที่ได้รับเลือกทั้ง 50 คนต่อสาธารณะ ก่อนมอบให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ไปเลือกในรอบสุดท้ายหรือไม่ นายพรเพชร กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับนโยบายของ คสช. แต่การทำงานของคณะกรรมการสรรหาด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เมื่อคัดสรรชื่อได้ครบ 50 ชื่อแล้ว ก็จะจัดทำบัญชีโดยเรียงตามลำดับตัวอักษรพร้อมประวัติ ก่อนมอบให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. เพื่อไม่ให้เกิดแรงจูงใจเลือกผู้ที่ผ่านการคัดเลือกลำดับแรกๆ
ปชป.ติง"ปฏิรูปภาษี"ไม่ชัดเจน
ด้านความคืบหน้ากรณีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แถลงนโยบายต่อ สนช. เตรียมเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างภาษีทั้งระบบนั้น นายเกียรติ สิทธีอมร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตผู้แทนการค้าไทย กล่าวว่า การปรับปรุงภาษีเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ดังนั้นรัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบ ไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบต่อประชาชนได้ การที่ พล.อ.ประยุทธ์ แถลงนโยบายว่าจะมีการปรับปรุงโครงสร้างภาษี เท่าที่ฟังยังไม่มีความชัดเจน
"เป้าหมายที่สำคัญต้องคำนึงถึงอัตราภาษี ความโปร่งใส ประชาชนคนที่มีรายได้น้อยจะจ่ายภาษีมากหรือไม่ ตรงนี้เรากำลังรอดูอยู่ว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร แต่ปัญหาของภาษีทรัพย์สินและภาษีมรดกยังเป็นปัญหาในเรื่องข้อกฎหมาย เราต้องปรับแก้กฎหมายเดิมด้วย เช่น ภาษีโรงเรียน ภาษีที่ดิน ที่สำคัญรัฐบาลควรฟังความเห็นจากหลายฝ่ายๆ ว่าทำแล้วจะเป็นที่ยอมรับหรือไม่ รวมทั้งคำนึงถึงความโปร่งใสด้วย" นายเกียรติระบุ
เปิดรายงาน กมธ.ปรับลดงบ1.6หมื่นล้าน
ขณะที่ความคืบหน้าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2558 วงเงิน 2.575 ล้านล้านบาท วาระ 2-3 หลังจากที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ (กมธ.) พิจารณาเสร็จสิ้นแล้วนั้น นายพรเพชร ได้นัดประชุม สนช.ในวันที่ 16 ก.ย.นี้
รายงานของ กมธ.ระบุว่า ได้มีมติปรับลดงบประมาณลงทั้งสิ้น 16,823,680,500 บาท โดยมีหน่วยงานที่ปรับลดสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.งบกลาง ปรับลดจำนวน 6,200 ล้านบาท 2.กระทรวงคมนาคม ปรับลดจำนวน 1,659,626,700 บาท 3.รัฐวิสาหกิจ ปรับลด 1,081,124,500 บาท4.กระทรวงมหาดไทย ปรับลด 1,048,672,700 บาท และ 5.กระทรวงศึกษาธิการ ปรับลด 919,317,400 บาท
สำหรับกระทรวงกลาโหม ถูกปรับลดงบประมาณลง 550,715,300 บาท จากเดิมที่เสนอขอจำนวน 193,499,805,500 บาท ถือว่าเป็นหน่วยงานที่ถูกปรับลดสูงสุดเป็นอันดับที่ 9





