วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คุมตัวกลุ่มชายชุดดำทำแผนแยกคอกวัว

"พล.ต.อ.สมยศ" รองผบ.ตร. นำผู้ต้องหาคดีชายชุดดำทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ที่บริเวณแยกคอกวัว

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 12 กันยายน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผบ.ตร. พร้อมด้วยพล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมกุล รักษาราชการแทน ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น. พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รองผบก.ป. และเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนจำนวน 3 กองร้อย คุมตัวผู้ต้องหาชสยชุดดำจำนวน 4 คน ประกอบด้วยนายกิตติศักดิ์ หรืออ้วน สุ่มสี อายุ 45 ปี นายปรีชา หรือไก่เตี้ย อยู่เย็น อายุ 24 ปี นายรณฤทธิ์ หรือนะ สุริชา อายุ 33 ปี และนายชำนาญ หรือเล็ก ภาคีฉาย อายุ 45 ปี ที่ก่อเหตุความรุนแรงใช้อาวุธสงครามยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ทหาร ช่วงการชุมนุมเมื่อเวลา 20.00 น.วันที่ 10 เมษายน ปี พ.ศ.2553 มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ที่บริเวณแยกคอกวัว ถ.ตะนาว เขตพระนคร กทม.

จุดแรกเป็นจุดที่จอดรถตู้ในซอยใกล้เคียงวัดมหรรณพาราม หลังจากได้พากันขึ้นรถตู้ใช้เส้นทางด่านรามอินทรามาลงด่านยมราช แล้วมาจอดรถที่จุดดังกล่าว ซึ่งในวันเกิดเหตุมีคนมากับรถตู้จำนวน 8 คน ชายชุดดำ 7 คนลงจากรถ ส่วนผู้หญิงนั่งอยู่บนรถไม่ได้ลงมา แต่ถือระเบิดเพลิงไว้ในมือ จากนั้นทั้งหมดก็เดินตามถนนตะนาวมุ่งหน้าแยกคอกวัว ต่างพากันถืออาวุธเดินอยู่ 2 ฝั่งถนน และกลางถนน นายปรีชาถืออาวุธปืนอาก้า นายธัมมรัตน์ หรือดำ ซุ่มศรี ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วด้วยโรคประจำตัว ถืออาวุธปืนเอ็ม 79 นายกิตติศักดิ์ ถืออาวุธปืนเอ็ม16 นายชำนาญ ถืออาวุธปืนเอ็ม 16

จุดที่สอง ใกล้กับแยกคอกวัวตรงธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นจุดคัดกรอง ของการ์ดผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนนอกเครื่องแบบ บก.น.9 จุดนี้มีนายปรีชา นายธัมมรัตน์ และนายวัฒนะโชค หรือโบ้ จีนปุ้ย(ยังจับกุมไม่ได้) ก่อนจะใช้ระหัส พราบขาว เพื่อผ่านด่าน ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่เห็นอาวุธปืนจึงเข้าล็อคตัว นายธัมมรัตน์ ยืดอาวุธปืนเอ็ม 79 ได้ แต่ถูกมวลชนกดดันและเกิดเหตุการณ์ชุลมุน จึงหลบหนีไปได้ ส่วนนายกิตติศักดิ์ นายชำนาญ และนายธนเดช หรือไก่รถตู้ เอกอภิวัชร์ (ยังจับกุมไม่ได้ ) เดินเลี่ยงเลาะด่านคัดกรองอ้อมไปทางธนาคารออมสิน แล้วเปิดฉากยิง จากนั้นทั้งหมดก็ข้ามไปอีกฝั่ง เป็นถนนตะนาวฝั่งถนนข้าวสาร

จุดที่สามบริเวณตู้ควบคุมแผงสัญญาณโทรศัพท์ใกล้กับปากซอยราชดำเนินกลางเหนือ เป็นจุดที่นายกิตติศักดิ์ใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ทหาร จุดที่สี่ใกล้เคียงกับจุดที่ 3 แต่คนละฝั่งถนนใกล้กับมัสยิดบ้านตึกดิน นายปรีชาใช้ปืนอาก้ายิงใส่เจ้าหน้าที่ทหาร และจุดที่ห้าเลยจากจุดที่เล็กน้อย ห่างจากปากทางถนนข้าวสาร ประมาณ 15 เมตร ซึ่งเป็นที่ตั้งเต็นท์ทหาร นายปรีชาได้เข้ามาก่อเหตุยิงและรื้อทำลาย จากนั้นก็ย้อนกลับไปขึ้นรถตู้ที่จุดจอดแล้วขับหลบหนีไปทางถนนดินสอ

ส่วนจุดที่หกเป็นถนนดินสอใกล้กับสะพานวันชาติ ซึ่งเป็นจุดที่รถตู้ของกลุ่มผู้ต้องหาขับสวนกับรถเจ้าหน้าที่ทหาร แล้วนายกิตติศักดิ์ซึ่งนั่งอยู่ในรถตู้ได้ลดกระจกลงแล้วตะโกนด่าเจ้าหน้าที่ทหาร ว่า “ไอ้เหี้ย” จึงทำให้เจ้าหน้าที่ทหารจดจำใบหน้าได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การทำแผนประกอบคำรับสารภาพดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำตามคำรับสารภาพของผู้ต้องหาอย่างละเอียด โดยมีชาวบ้านให้ความสนใจการทำแผนจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่ใช้เวลา กว่า 1 ชั่วโมงจึงทำแผนแล้วเสร็จ ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหากลับไปที่กองบังคับการปราบปราม ท่ามกลางการคุ้มกันที่แน่นหนาของหน่วยคอมมานโดอาวุธครบมือ

พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า การทำแผนประกอบคำรับสารภาพครั้งนี้ทำตามคำรับสารภาพของผู้ต้องหาทุกขั้นตอน ยืนยันการจับกุมครั้งนี้ไม่ได้จับกุมแพะ เพราะมีการสืบสวนมีพยานหลักฐานชัดเจนแน่นหนาจนศาลอนุมัติออกหมายจับ เป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้มีการใส่ร้ายป้ายสีแต่อย่างใด โดยน่าเชื่อว่าผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้และถูกออกหมายจับมีความเชื่อมโยงกันทั้งหมดในเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อค่ำวันที่ 10 เม.ย.53 ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสืบสวนขยายผล มีคนร่วมขบวนการอีกมาก

พล.ต.อ.สมยศ กล่าวอีกว่า ในส่วนของข้อมูลการสืบสวน สถานที่จับกุม ความเชื่อมโยงถึงใครนั้นขอปิดเป็นความลับ เพราะจะส่งผลถึงการสืบสวนติดตามผู้กระทำผิด ส่วนจะมีการออกหมายจับเพิ่มเติมหรือไม่อยากไรนั้นก็ต้องรอดูอีกที เพราะทุกอย่างทำตามขั้นตอน ทำตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ ต้องละเอียดรอบคอบ รวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนสมบูรณ์ทำทุกอย่างให้โปร่งใส ให้กระจ่าง เพื่อไม่ให้ผู้คนในสังคมเกิดความเคลือบแคลงใจ