วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อดีตปธ.วุฒิ-พท.' ผนึกต้านข้อบังคับสนช.ปมถอดถอน

อดีตประธานวุฒิสภา เตือนสนช.ยึดกฎหมายพิจารณาข้อบังคับหมวดถอดถอน เหตุรธน.ชั่วคราวไม่ได้ระบุไว้

ด้านอดีตส.ส.เพื่อไทยร่อนหนังสือคัดค้าน ยันสนช.ไม่มีอำนาจถอดถอน "พรเพชร"คาดรัฐบาลแถลงนโยบายปลายสัปดาห์นี้ "หมอเจตน์"แย้มนัดแถลง 12 ก.ย. กกต.ชี้ผู้สมัครสปช.ยอด 7,362 คน ขาดคุณสมบัติ 30 คน

ความเคลื่อนไหวการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ครั้งที่ 7/2557 ในวันพฤหัสบดีที่ 11 ก.ย.นี้ มีวาระสำคัญคือ การพิจารณากฎหมายจำนวน 5 ฉบับ รวมถึงการพิจารณาร่างข้อบังคับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ซึ่งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)สามัญยกร่างข้อบังคับฯ ได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว

โดยเนื้อหาสาระของร่างฉบับดังกล่าว ส่วนใหญ่ยึดตามร่างข้อบังคับการประชุมสนช.ปี 2549 แต่มีประเด็นเพิ่มเติม 3 เรื่อง คือ 1.การกำหนดการสิ้นสมาชิกภาพสนช. 2.จำนวนกมธ.สามัญประจำสนช. จำนวน 17 คณะ และ 3.หมวดว่าด้วยการถอดถอนบุคคลและให้บุคคลพ้นจากตำแหน่ง เพื่อรองรับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 มาตรา 6 ที่ให้อำนาจสนช.ทำหน้าที่เป็น ส.ส.และ ส.ว.

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นการถอดถอนนั้น นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กล่าวว่า ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 นี้ ไม่มีมาตราใด ที่ระบุถึงกระบวนการถอดถอน ทั้งนี้เห็นว่าการกำหนดข้อบังคับหมวดดังกล่าวเป็นเพียงการเข้าใจว่า สนช. มีอำนาจในการถอดถอน โดยอาศัยการตีความตามมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ การอ้างว่าเพื่อให้สอดคล้องต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญต่างๆนั้น เห็นว่า ไม่สามารถทำได้ เพราะ พ.ร.บ. เป็นเพียงกฎหมายลูก เมื่อกฎหมายแม่อย่างรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ การร่างข้อบังคับในหมวดนี้จึงไม่ใช่หน้าที่ของ สนช.

"นิคม"เตือนสนช.พิจารณาถี่ถ้วน

"ยกตัวอย่างที่ผมถูก ป.ป.ช.ชี้มูล ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 271 - 274 แล้วสนช.ชุดนี้ จะดำเนินการถอดถอนผมอย่างไร ในเมื่อรัฐธรรมนูญถูกยกเลิกไปแล้ว และจะใช้เสียงเพียงกึ่งหนึ่งของสนช.มาลงมติถอดถอนตามร่างข้อบังคับฉบับนี้ได้อย่างไร ในเมื่อ มาตรา 274 ของรัฐธรรมนูญปี 50 ตามที่ผมถูกชี้มูลไว้กำหนดว่า ต้องใช้เสียง 3 ใน 5 ในการถอดถอน

ดังนั้นในวันที่ 11 ก.ย. ที่จะมีการประชุมพิจารณาร่างข้อบังคับฉบับนี้ ก็อยากให้สมาชิกสนช. พิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยขอให้ยึดถือ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญว่าได้ให้อำนาจหน้าที่ใดแก่สนช.ไว้บ้าง และก็ขอให้คำนึงถึงเจตจำนงของคสช.ที่ระบุว่าต้องการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองด้วย" นายนิคม กล่าว

"เพื่อไทย"ร่อนหนังสือคัดค้านถอดถอน

ด้านนายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย(พท.) เปิดเผยว่า ตนได้ทำหนังสือถึงสนช. เพื่อชี้แจงว่า สนช.ไม่มีหน้าที่ถอดถอนฝ่ายการเมือง เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ถูกยกเลิกไปแล้ว ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ก็ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการถอดถอนทางการเมืองระบุไว้

"ผมมองว่าองค์กรที่จะทำหน้าที่ถอดถอนฝ่ายการเมืองควรเป็นองค์กรที่ได้มาตามระบอบประชาธิปไตย จึงจะได้รับการยอมรับจากประชาชนและทั่วโลก อีกทั้งมองว่า หากสนช.ชุดนี้ทำหน้าที่ถอดถอนฝ่ายการเมือง โดยไม่มีกฎหมายรองรับไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ก็จะถูกกล่าวหาได้ว่า คสช.เข้ามาถืออำนาจการเมือง และสร้างกลไกทำลายล้างฝ่ายการเมืองบางฝ่าย และจะทำให้บรรยากาศการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของ คสช.มีปัญหาอุปสรรคขึ้นอย่างไม่ควรจะเป็น"

"พรเพชร"คาด แถลงนโยบายปลายสัปดาห์

ขณะที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. กล่าวถึงการกำหนดวันนัดแถลงนโยบายรัฐบาลต่อสนช.ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานจากทางรัฐบาลว่า จะมีการแถลงนโยบายในวันใด แต่ทราบว่า ขณะนี้รัฐบาลจัดทำร่างคำแถลงนโยบายเสร็จแล้ว โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบความเรียบร้อย และจัดพิมพ์เอกสาร คาดว่าอย่างเร็วที่สุดน่าจะแถลงนโยบายได้ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ เพราะจะต้องแจ้งและส่งเอกสารให้สนช.ทราบล่วงหน้าด้วย ทั้งนี้การแถลงนโยบายคงใช้เวลา 1 วันน่าจะเพียงพอ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คงมาแถลงนโยบายด้วยตัวเอง

"หมอเจตน์"แย้มแถลงนโยบาย12ก.ย.

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สนช. กล่าวว่า ล่าสุดทราบว่า จะมีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อสนช.ในวันที่ 12 ก.ย. ซึ่งขณะนี้สนช.กำลังรอรายละเอียดร่างนโยบายรัฐบาลที่ต้องส่งให้ สนช.มาศึกษาล่วงหน้า โดยปกติแล้วต้องให้เวลาอย่างน้อย 3 วัน เพื่อให้สนช.ไปเตรียมข้อมูลไว้ซักถาม และให้ข้อเสนอแนะในวันแถลงนโยบายรัฐบาล คาดว่าจะมีสนช.จำนวนหนึ่งให้ความสนใจในการซักถาม หรือให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในการแถลงนโยบาย

ครม.ถกร่างนโยบายรัฐ9ก.ย.

ขณะที่นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ซึ่งเป็นฝ่ายรับผิดชอบในการจัดทำร่างนโยบายรัฐบาล จะเป็นผู้เสนอเข้าที่ประชุมครม.วันที่ 9 ก.ย.นี้ ซึ่งได้ประสานกับนายกรัฐมนตรีไว้แล้ว

ผู้สมัครสปช.ขาดคุณสมบัติ30คน

ส่วนการสรรหาบุคคลเพื่อมาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ล่าสุด นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้มีจำนวนผู้ถูกเสนอชื่อทั้งหมดทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 7,362 คน คาดว่าวันนี้ (8 ก.ย.) จะได้ตัวเลขที่เป็นทางการ ส่วนการตรวจสอบคุณสมบัติบุคคลที่ถูกเสนอชื่อนั้น ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว พบผู้ที่ขาดคุณสมบัติไม่ถึง 1% หรือประมาณ 30 คนเท่านั้น

ร่างข้อบังคับประชุมสปช.เสร็จสิ้นแล้ว

ด้านนางบุษกร อัมพรประภา ผู้อำนวยการสำนักการประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ขณะนี้การร่างข้อบังคับการประชุมสปช.เสร็จแล้ว และพร้อมจะเสนอต่อนายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะเลขาธิการสปช.ได้ในสัปดาห์หน้า โดยข้อบังคับดังกล่าวมีการปรับแก้ไขจากข้อบังคับการประชุม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปี 2549 ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติปัจจุบัน

ทั้งนี้วางแนวทางการตั้งคณะกรรมาธิการไว้ 12 คณะ ประกอบด้วยคณะกรรมาธิการสามัญตามการปฏิรูป 11 ด้าน คณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการสามัญกิจการประจำ สปช.หรือ วิปสปช. ส่วนจะมีการตั้งวิปฝ่ายค้านหรือไม่นั้น เบื้องต้นวางแนวทางว่าอาจจะต้องดูสัดส่วนสมาชิกของนิติบุคคล หรือจากพรรคการเมืองก่อน ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะมีเพียงวิปด้านเดียว

ขณะเดียวกัน เบื้องต้นกำหนดให้สมาชิกแต่ละคนมีอำนาจหน้าที่ในคณะกรรมาธิการ ไม่เกิน 2 คณะกรรมาธิการ เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ร่วมกันหาแนวทางปฏิรูปประเทศ ขณะที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้มีการกำหนดสัดส่วนไว้อยู่แล้ว