โจทย์ยากสร้างขีดแข่งขันศก.ไทย

โจทย์ยากสร้างขีดแข่งขันศก.ไทย

(รายงาน) โจทย์ยากสร้างขีดแข่งขันศก.ไทย กับ4ปมความมั่นคงรับครม.ใหม่

ความคาดหวัง (อีกครั้ง) หลังการมีรัฐบาลใหม่ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ยังคงเป็นประเด็นที่ไม่ตกกระแสความสนใจของหลายๆ ฝ่าย...

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ วิเคราะห์โฉมหน้า ครม.เศรษฐกิจว่า เป็นการรวมกลุ่มของอดีตข้าราชการและปลัดกระทรวง ในภาวะแบบนี้ถือว่าไม่เซอร์ไพรส์

สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยนั้น รศ.ดร.สมชาย กล่าวว่า ถ้าถามว่ามีอะไรเร่งด่วนต้องเร่งแก้หรือไม่ คำตอบคือมีหลายเรื่อง ได้แก่ 1.เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในส่วนนี้โอกาสเอาอยู่ค่อนข้างสูง สังเกตได้ว่าเมื่อมีรัฐบาล การกระตุ้นเศรษฐกิจจากงบประมาณภาครัฐจะช่วยได้เยอะ ทั้งงบประมาณปี 2557 ที่กำลังจะสิ้นสุดลงและงบประมาณใหม่ปี 2558

2.การส่งออกและท่องเที่ยว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลโดยตรง แต่ขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจโลกด้วย ขณะนี้เศรษฐกิจโลกมีอัตราการขยายตัวช้า และยังมีความเสี่ยงอยู่ ตัวเสี่ยงของบ้านเราจึงมาจากต่างประเทศ

"ตัวนี้ยากหน่อย แม้รัฐบาลจะรู้และพยายามกระตุ้นก็ตาม แต่การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันผมบอกได้เลยว่าหินมาก ตัวนี้เป็นเพียงส่วนย่อย การจะแข่งขันได้นั้น จะต้องปรับโครงสร้างการแข่งขันให้สามารถเอาชนะคู่แข่งได้ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงสูง เรื่องพวกนี้ไม่ใช่ง่ายเลย ไม่เพียงแค่เอาอยู่เท่านั้น แต่จะต้องสามารถมองไปข้างหน้า"

"ที่ผ่านมาเราไม่เคยมองข้ามช็อต เรายังผลิตสินค้าต่างๆ เหมือนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เหมือนกับประเทศใกล้เคียง เช่น ลาว เวียดนาม แต่อย่างมาเลเซียเขามองข้ามช็อตไปไกล ก็ถือว่าเป็นการพิสูจน์ฝีมือของรัฐบาลชุดนี้ว่าจะมีการวางรากฐานเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงใน 10-20 ปีข้างหน้าได้หรือไม่"

ส่วนที่มีคำถามว่าต่างชาติจะให้ความเชื่อมั่นกับประเทศไทยหรือไม่ เพราะตอนนี้เป็นรัฐบาลทหารนั้น รศ.ดร.สมชาย บอกว่า ต้องมองกลับกันว่าต่างชาติคือใคร ที่ผ่านมามีการส่งสัญญาณว่าไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ แต่ก็อาจเป็นเพราะต่างชาติกลัวจะมีการกีดกันทางการค้า ซึ่งความเป็นจริงไม่มีการกีดกันเลย หรือหากดูให้ใหญ่ขึ้น มหาอำนาจบางชาติ เช่น จีน อินเดีย ไม่ได้สนใจเลยด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้น การขึ้นมาของ คสช.ก็ต้องแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและเข้าใจทัศนคติของต่างชาติ ก็ต้องแสดงโรดแมพให้เห็นกัน ขณะที่ต่างชาติที่เป็นนักลงทุนจริงๆ คงไม่ได้สนใจเรื่องรูปแบบการเมือง เห็นได้จากก่อนหน้านี้หุ้นตกเอาๆ ตอนนี้มีแต่ขึ้นเอาๆ กลุ่มนี้สนใจแต่ความรุ่งเรือง

"ผมว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเชื่อมั่นของคนไทยเองต่างหาก ผมบอกเลยว่าคนไทยก็แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 จะทำอย่างไรก็ไม่เชื่อมั่น อาจเป็นไปได้ว่าเป็นพวกเสียผลประโยชน์ กับกลุ่มที่ 2 คนทั่วไปที่ต้องการความสงบสุข สิ่งสำคัญที่คนกลุ่มนี้ต้องการคือ ทำอย่างไรไม่ให้ประเทศเดินกลับไปสู่วงจรเก่าๆ อีก

พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพิเศษภาคใต้ ศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) กล่าวถึงโฉมหน้า ครม.ใหม่ว่า ไม่ได้แตกต่างกับโผที่ออกมาก่อนหน้านี้ คิดว่าการดึงผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) มาทำงานต่อเนื่อง (เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) เพราะงานหลักของรัฐบาลชุดนี้ จึงต้องใช้ประโยชน์จากข่าวกรองมากขึ้น

"แต่การที่มีทหารใน ครม.เยอะ ไม่ได้หมายความว่าเน้นงานความมั่นคงแบบทหาร มันเป็นการผ่าโจทย์เลย ซึ่งมีแต่เรื่องหินๆ ยากๆ ฉะนั้น ครม.ต้องมีความเป็นเอกภาพ งานบางเรื่องถ้าเป็นรัฐมนตรีเอกชนหรือคนนอกก็อาจจะไม่กล้าทำ เรื่องต่างๆ ที่ต้องทำมีเป็นร้อยๆ เรื่อง ถ้าเป็นเอกชนก็เป็นแบบลูบหน้าปะจมูก เพราะฉะนั้นมันคือความจำเป็นว่าทำไมต้องมี ครม.ทหาร และมานั่งในกระทรวงที่ไม่ใช่กระทรวงเกี่ยวกับความมั่นคง แต่ในความเป็นจริงเบื้องหลังมันก็คือความมั่นคง เพราะถ้าทหารไม่ลงมาทำ มันก็ไม่สามารถรื้อหรือปฏิรูปอะไรได้"

พล.ท.นันทเดช บอกอีกว่า นโยบายสำคัญที่เป็นโจทย์ของรัฐบาลชุดนี้มี 4 เรื่อง คือ 1.การบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วให้ได้ผล เช่น จัดระเบียบวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง แก้ไขปัญหาการบุกรุกป่า ฯลฯ หากเป็นรัฐบาลพลเรือนก็ไม่กล้าทำ 2.แก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมานาน ถึงเวลาที่จะยุติได้หรือยัง ทุกครั้งที่มีรัฐบาล ทหารคือส่วนประกอบในการแก้ไขปัญหา แต่ครั้งนี้ทหารเป็นรัฐบาลเอง การแก้ไขปัญหาภาคใต้ครั้งนี้จึงน่าจะได้ผลครบวงจร

3.เรื่องการละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ หลายรัฐบาลที่ผ่านมาให้ความสนใจน้อย หรือบางรัฐบาลก็ไม่ให้ความสนใจเลย คราวนี้ทหารมีหน้าที่ลงมาจัดการให้เข้าที่เข้าทาง และ 4.เรื่องยาเสพติด ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคง เป็นต้นตอของปัญหาอื่นๆ เช่น การฟอกเงิน ถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องมันจะขยายตัวทั่วประเทศขนาดนี้ไม่ได้ นี่คือโจทย์หลักที่รัฐบาลต้องเคลียร์