'ต้องกลัวอย่างมีสติ' วิถีครูชายแดนใต้ไม่ทิ้งถิ่น

'ต้องกลัวอย่างมีสติ' วิถีครูชายแดนใต้ไม่ทิ้งถิ่น

"ทุกวันเหมือนทำงานกับระเบิดเวลา วันไหนเกิดเหตุกับเรา ชีวิตก็จบลง" วิถีครูชายแดนใต้ไม่ทิ้งถิ่น

เหตุการณ์เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ 28 ส.ค.57 ที่ ครูปาตีเมาะ แซมะแซ ครูอัตราจ้างวัย 28 ปีจากโรงเรียนบ้านท่าเรือ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ถูกสะเก็ดระเบิดของคนร้ายจนเสียชีวิตขณะเดินทางไปโรงเรียนกลางวงล้อมของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดรักษาความปลอดภัย (รปภ.) นั้น

แม้หลายเสียงจะพยายามพูดว่าเป้าประสงค์ของคนร้ายต้องการสังหารเจ้าหน้าที่ แต่พลาดไปโดนครู ทว่าเหตุการณ์นี้ก็เป็นเพียงไม่กี่ครั้งตลอดกว่า 10 ปีไฟใต้ที่ครูต้องมาตายจากเหตุร้ายทั้งๆ ที่อยู่ในขบวน รปภ.

นั่นจึงทำให้ขวัญและกำลังใจครูที่ปลายด้ามขวานที่ย่ำแย่อยู่แล้ว ทรุดหนักลงไปอีก...

ครูใหญ่ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.ยะลา ซึ่งไม่ขอเปิดเผยนาม กล่าวว่า ทุกครั้งที่เกิดเหตุ ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ขับรถก็ต้องคอยระวัง มองแต่กระจกมองหลังตลอดเพราะกลัว ฉะนั้นรัฐบาลต้องเร่งทำอะไรก็ได้ 10 ปีแล้วที่ยังแก้ปัญหานี้ไม่ได้ ต้องรอให้เกิดความสูญเสียอีกเท่าไหร่ถึงจะพอ

"ตอนนี้ครูกลัว ขวัญเสีย ไม่มีกำลังใจ เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่รัฐก็สูญเสีย ทุกคนต่างสูญเสีย น่าเห็นใจเหมือนกันหมด ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ทหารตำรวจเขาดูแลดีขนาดไหน ฝ่ายตรงข้ามก็ยังหาช่องโหว่ทำจนได้ ก็อยากฝากให้รัฐบาล หาแนวทางออกเรื่องนี้เร็วๆ"

ครูใหญ่รายนี้บอกอีกว่า ตอนนี้ทุกคนเหมือนตกเป็นเหยื่อด้วยกันทั้งหมด และไม่รู้จะอยู่ในสภาพนี้ถึงเมื่อไหร่ เชื่อว่าครูทุกคนก็กลัวอย่างมีสติ เพราะสิ่งที่ต้องวัดผลออกมาคือ นักเรียนต้องเรียนแล้วได้ดี สามารถเรียนจบแล้วทำงานได้ เพื่อพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองต่อไป

"นี่คือสิ่งที่ครูทุกคนต้องการ สิ่งที่ทุกคนตั้งความหวัง ดังนั้น ครูต้องกลัวอย่างมีสติ แล้วเราจะพาพื้นที่นี้ไปข้างหน้าได้ สิ่งสำคัญที่ทำอยู่ตอนนี้ คือการเฝ้าระวังตัวเองให้ดีที่สุดก่อน การที่เราอยู่ในพื้นที่นี้เราต้องทำใจ วันนี้เพื่อนเราโดน ก็ไม่รู้วันไหนจะเป็นวันของเรา คิดได้แค่นี้ทุกครั้ง เพราะไม่มีอะไรที่จะทำให้เราคิดไปทางอื่นได้ถ้าจะอยู่ที่นี่ แต่ถ้าจะย้ายออก ลูกหลานเราที่นี่ใครจะสอน เพราะเชื่อว่าการศึกษาที่ดีจะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้"

ครูน้อยจากโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ปัตตานี กล่าวว่า รู้สึกตกใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะครูไม่เคยตกเป็นเหยื่อในเหตุการณ์ที่คนร้ายต้องการทำกับเจ้าหน้าที่ รปภ. ครูไม่เคยตกเป็นเป้าสังหารในเหตุการณ์แบบนี้ แต่ครั้งนี้มาเป็นครู ทำให้ตกใจมาก ครูทุกคนก็ตกใจหลังจากทราบข่าว แต่ก็ทำได้แค่กลัว

อย่างไรก็ดี เธอบอกว่าไม่ควรกลัวมากจนกลายเป็นหวาดระแวง...

"เราไม่ควรกลัวจนระแวง เพราะจะทำให้เกิดปัญหาต่อเด็กเพราะถ้าเรากลัวมากๆ เราก็จะไม่มีสมาธิในการสอน สุดท้ายเด็กจะได้รับผลกระทบ ถ้าถามว่ากลัวไหม จะเลิกเป็นครูไหม ก็ไม่นะเพราะว่าถ้าเราคิดเลิกเป็นครู แล้วเด็กจะเอาครูที่ไหนสอน ปัญหาที่ใครๆ ต่างก็พูดว่าการศึกษาเท่านั้นที่จะช่วยแก้ปัญหาที่นี่ได้ ใครจะเป็นคนทำ ถ้าเราเองซึ่งเป็นคนพื้นที่แท้ๆ ยังหันหลังให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ก็เหมือนเราซ้ำเติมบ้านของเราเอง ฉะนั้นเรายังสู้ต่อไป"

เมื่อถามถึงกำลังใจ ครูน้อยรายนี้บอกว่า ทุกวันนี้ก็อยู่อย่างหมดกำลังใจอยู่แล้ว พอมาเจอเหตุการณ์แบบนี้กับครูอีก กำลังใจยิ่งไม่เหลือเลย

"ก็อยากขอกำลังใจจากรัฐบาลให้ดูแลครูด้วย โดยเฉพาะครูในเขตห่างไกล หรืออยู่เขตรอยต่อของแต่ละพื้นที่ เพราะจุดเหล่านี้ เป็นจุดที่เสี่ยงอันตรายในหลายๆ ด้าน ขณะที่เด็กๆ ครูเองก็ควรเอาใจใส่เรื่องความปลอดภัยให้มาก เพราะพวกเขาไม่มีความปลอดภัยเลย ทุกวันเหมือนทำงานกับระเบิดเวลา วันไหนเกิดเหตุกับเรา ชีวิตก็จบลง ครอบครัวเดือดร้อน"

ขณะที่ อนุสรณ์ นินวน ครูภาษาไทยโรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ อ.เมือง จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นนักเขียนด้วย ได้ร่ายตัวอักษรถึงสถานการณ์ของครูที่ปลายด้ามขวาน

"ครูใต้ปลายด้ามขวานต่างแขวนชีวิตบนเส้นด้วยชะตากรรมมาอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยอาชีพที่ต้องแบกรับด้วยความรับผิดชอบต่อเยาวชนของแผ่นดิน ที่ครูมีเพียงเป็นผู้ให้ มิอาจทดท้อต่อการก้าวเดินบนถนนสายนี้ การเหวี่ยงชีวิตที่ดูเหมือนไร้การหยั่งรู้ว่าภัยอันตรายจะย่างกรายมาถึงเมื่อใด จักมีสักกี่มากน้อยการป้องภัยให้กับพวกเขาเหล่านี้ให้ได้เกิดความเชื่อมั่น"

"การให้ความคุ้มครองโดยกองกำลังเจ้าหน้าที่และหรือองค์กรใดๆ ก็แล้วแต่ บางทีดูเหมือนว่ายิ่งสร้างความน่าสะพรึงขลาดหวาดกลัวในเชิงของภาพที่ปรากฏในสายตาผู้ที่เคลื่อนผ่านในพื้นที่ว่า เรายังเป็นพื้นที่อันตราย ไม่ปลอดภัยอยู่เสมอเชียวหรือ จึงอยากเห็นความจริงใจ ความรัก ความสมัครสมานสามัคคี การปรองดองของคนในพื้นที่และหรือของหน่วยงาน องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องทุกภาคส่วนได้ฉุกคิดให้ความตระหนักต่อการหลอมรวมใจกันให้ได้ การสวมหน้ากาก การสวมหัวโขน เราลองมาเปิดให้เห็นรักแท้กันเถิด เพราะบางทีเรื่องราวความสงบสุข เรื่องราวของดอกไม้ผลิบานอาจจะตื่นฟื้นมาทายทักสันกาลาคีรีอีกดั่งอดีต"

ด้าน นายบุญสม ทองศรีพราย ประธานสมาพันธ์ครู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวถึงการปรับแผน รปภ.ครู ภายหลังหารือกับผู้พันจากหน่วยเฉพาะกิจที่รับผิดชอบพื้นที่เกิดเหตุ ก่อนจะนัดหมายเข้าพบแม่ทัพภาคที่ 4 ต่อไปว่า จะมีการปรับ 2 เรื่อง คือ 1.ขอเพิ่มกำลัง รปภ.เสริมตามสองข้างทาง เน้นพื้นที่ที่มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบ 2.จัดระยะห่างระหว่างรถเจ้าหน้าที่กับรถครูในขบวนใหม่ เพื่อความปลอดภัยของครูและตัวเจ้าหน้าที่เอง

ครูบุญสม กล่าวด้วยว่า มาตรการ รปภ.ครูในยุคที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาควบคุมอำนาจการปกครอง ถือว่าเข้มข้นดีแล้ว และครูก็พร้อมอยู่ในแผน รปภ. เพียงแต่ต้องปรับมาตรการให้เหมาะสมกับสภาพของแต่ละพื้นที่ แต่ละอำเภอ เพราะมีความแตกต่างกัน

---------------------------

หมายเหตุ : ข้อมูลจากศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวอิศรา