วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดข้อเสนอปฏิรูปกลไกต้านคอร์รัปชัน

(รายงาน) เปิดข้อเสนอ "ป้อง-ปราม-ปราบ" ปฏิรูปกลไกต้านคอร์รัปชัน

"คสช.ให้ความสำคัญเรื่องนี้ (การป้องกันทุจริตคอร์รัปชัน) เป็นอย่างยิ่ง และถือเป็นประเด็นที่ต้องมีการปฏิรูปเป็นประเด็นแรก" คือคำกล่าวที่เป็นดั่งสัญญาประชาคมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลางรายการคืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อวันศุกร์ที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา

เป็นการตอกย้ำว่า คสช.ให้ความสำคัญกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน แม้จะไม่ได้กำหนดไว้เป็นประเด็น 1 ใน 11 ด้านของการปฏิรูปก็ตาม เพราะการทุจริตคอร์รัปชันเป็นเรื่องใหญ่มาก มีความกว้างขวางเกี่ยวข้องกับทุกๆ เรื่อง ฉะนั้นการปฏิรูปทุกเรื่องจึงจำเป็นต้องใส่เรื่องการป้องกันการทุจริตเข้าไปด้วยในทุกกลุ่มงาน

ทุจริตไทยเข้าขั้นวิกฤติ

ตั้งแต่ คสช.เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง ได้มอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งองค์กรอิสระ ไปรวบรวมและจัดทำข้อเสนอเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ปรากฏว่ามีข้อเสนอค่อนข้างหลากหลายและมีลักษณะเบี้ยหัวแตก

อย่างไรก็ดี สถาบันพระปกเกล้า โดย ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา, ดร.เลิศพร อุดมพงษ์ และ น.ส.วรลักษณ์ สงวนแก้ว นักวิชาการของสถาบันฯ ได้ร่วมกันจัดทำรายงานสถานการณ์การทุจริตในประเทศไทยและมาตรการต่อต้านการทุจริต ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ แล้วจัดหมวดหมู่ใหม่อย่างน่าสนใจ

เริ่มจากสถานการณ์การทุจริตในประเทศไทย พบว่าขณะนี้มียอดคดีคงค้างอยู่ในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) ทั้งสิ้น 9,447 เรื่อง ขณะที่การจัดซื้อจัดจ้างโครงการภาครัฐมีตัวเลขการทุจริตกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี มูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการทุจริต 169,100 ถึง 202,920 ล้านบาทต่อปี คิดเป็น 1.6-2% ของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) และ 25-30% ของงบประมาณแผ่นดิน

ในระดับสากล รายงานขององค์กรความโปร่งใสสากล เมื่อปี 2556 ระบุว่าประเทศไทยมีคะแนนความโปร่งใส 3.8 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ถือเป็นอันดับ 2 ของกลุ่มอาเซียนที่มีการทุจริตสูงที่สุด

คุม จนท.รัฐ-นักการเมือง

สำหรับมาตรการที่เสนอในรายงานนั้น มีทั้งมาตรการป้องกัน ปราบปราม และส่งเสริม เริ่มจาก มาตรการป้องกันเชิงโครงสร้าง ต้องมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการคัดเลือก พัฒนา และการประเมินเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะการเลื่อนตำแหน่งในระดับสูง และปรับเงินเดือนให้สูงขึ้น

ส่วนมาตรการป้องกันเชิงกฎหมายและนโยบาย ได้แก่ ใช้หน่วยงานจากภายนอกในการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง, แก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540, ตราพระราชกฤษฎีกา "ข้อตกลงคุณธรรม" ตามมาตรฐานสากล และปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยกระบวนการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่โปร่งใส ลดขั้นตอนการใช้ดุลยพินิจ

นอกจากนั้นยังควรบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในทุกระดับ, ปฏิรูปกลไกคณะกรรมการจริยธรรมของแต่ละสภา ให้ทำหน้าที่ควบคุม ส.ส. และ ส.ว.ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการป้องกันเชิงปฏิบัติ ได้แก่ ภาครัฐเปิดเผยข้อมูลในการกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างโปร่งใสและตามมาตรฐานสากล, มีการทดสอบคุณธรรม จริยธรรม เพื่อเป็นเงื่อนไขในการบรรจุแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง, ห้ามบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจ

ประชาชนควรมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ และมอบอำนาจให้ประชาชนทำหน้าที่ตรวจสอบจริยธรรมนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง โดยการจัดตั้งกลุ่มคอยติดตาม

คุ้มครองพยาน-ผู้ชี้เบาะแสโกง

มาตรการด้านการปราบปราม เชิงโครงสร้างได้แก่ เพิ่มงบประมาณและบุคลากรสำหรับองค์กรอิสระต่างๆ โดยองค์กรอิสระต้องมีแผนการฝึกอบรมที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบการทุจริตอย่างมีประสิทธิผล

มาตรการปราบปรามในเชิงกลไกกฎหมาย เช่น ใช้มาตรการทางภาษีอากรอย่างจริงจัง ตรวจสอบการเสียภาษีรายได้ย้อนหลัง, ติดตามเรียกคืนทรัพย์สินคืนจากการทุจริต โดยยกร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมความร่วมมือระหว่างประเทศทางอาญา พ.ศ.2535 และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด พร้อมจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือพยานในคดีฟ้องร้องการทุจริต พร้อมเพิ่มเครื่องมือให้หน่วยงาน ทั้ง ป.ป.ช. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และผู้ตรวจการแผ่นดิน

ที่สำคัญคือมีมาตรการปกป้องผู้ให้ข้อมูล คุ้มครองพยาน ผู้ชี้เบาะแส และประชาชนผู้ฟ้องคดีหรือผู้ร้องเรียนได้จริง รวมทั้งให้รางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแส และศึกษาการจัดตั้งศาลทุจริตคอร์รัปชัน

สำหรับมาตรการปราบปรามเชิงปฏิบัติ ได้แก่ จัดให้มี "กล่องขาว" และ "White line" (เปิดสายโทรศัพท์) ในการรับเรื่องร้องเรียนด้านทุจริต และลงโทษให้เห็นเป็นตัวอย่าง, ป.ป.ช.ควรเปิดเผยรายชื่อบริษัทที่เคยมีประวัติติดสินบนในการยื่นประมูลรับเหมาทางราชการ, อายัดและยึดทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้มาด้วยการทุจริต, มีการรณรงค์ให้คว่ำบาตรทางสังคมต่อคนโกงอย่างจริงจัง และสื่อมวลชนควรเปิดเผยพฤติกรรมทุจริต เพราะการลงโทษดังกล่าวจะเกิดขึ้นเร็วกว่าการลงโทษทางกฎหมาย, จัดตั้งหน่วยงานเฝ้าระวังการทุจริตของประชาชน

บรรจุในหลักสูตรการศึกษา

มาตรการด้านการส่งเสริม เชิงกลไกกฎหมายและนโยบาย ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการควรเขียนหลักสูตรการศึกษาเกี่ยวกับการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมและการต่อต้านการทุจริต

ขณะที่บทบาทของรัฐสภา ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และสมาชิกรัฐสภา ต้องร่วมกันกำหนดเป็นนโยบาย ยุทธวิธี และแผนการเสริมสร้างความสำนึกรับผิดชอบของสมาชิกรัฐสภา

สำหรับสื่อมวลชน ต้องมียุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่องในการรณรงค์ต่อต้านการทุจริต ร่วมกันพัฒนาคู่มือ "รู้ทันคอร์รัปชันตัดวงจรทุจริต" พร้อมขยายนิยามทุจริตเพื่อปรับเจตคติสังคม

ส่วนมาตรการส่งเสริมเชิงปฏิบัติ ส่งเสริมการปลูกฝังค่านิยมข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐให้มีคุณธรรมสูง ขณะที่รัฐสภาควรเร่งรัดมาตรการบังคับใช้คู่มือจริยธรรมนักการเมือง และส่งเสริมความกล้าหาญทางจริยธรรมในการเปิดโปงกลโกงและวิธีการทุจริต