วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แจงเห็นแย้งคดี'อภิสิทธิ์-พระสุเทพ'เป็นอำนาจตามกม.

อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา แจง ทำความเห็นแย้ง คดี"อภิสิทธิ์ - พระสุเทพ" เป็นอำนาจตามกฎหมาย

นายธงชัย เสนามนตรี อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา กล่าวชี้แจงถึงการทำความเห็นเเย้ง การวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายอำนาจฟ้องคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือพระสุเทพ ปภากโร อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีต ผอ.ศอฉ. เป็นจำเลยที่1-2 ในความผิดฐานร่วมกันก่อหรือใช้ ให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าโดยเจตนา ที่เห็นต่างจากองค์คณะเป็นอำนาจของศาลอาญา ไม่ใช่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า กฎหมายให้อำนาจการทำความเห็นแย้งได้กรณีที่อธิบดีผู้พิพากษาศาลจะมีความเห็นแตกต่างในคดี ซึ่งความเห็นแย้งไม่มีผลบังคับผูกพันใดๆ เหมือนดั่งเช่นคำพิพากษา แต่จะเป็นส่วนหนึ่งของความเห็นประกอบคำพิพากษาที่จะผูกติดสำนวนและคำพิพากษาขององค์คณะจนไปถึงชั้นศาลสูง ซึ่งความเห็นแย้งนั้นไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่เป็นมุมมองดุลยพินิจทางข้อกฎหมาย และไม่ใช่การก้าวก่ายการทำงานขององค์คณะ และหากคู่ความได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคดีดังกล่าว ศาลอุทธรณ์จะได้พิจารณาคอุทธรณ์ พยานหลักฐานทั้งหมด รวมทั้งคำพิพากษาองค์คณะ และความเห็นแย้งดังกล่าว ขณะที่คดีนี้ถือเป็นคดีใหญ่มีผลกระทบเป็นวงกว้าง มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก องค์คณะจึงต้องปรึกษาตนในฐานะอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาเพื่อเป็นการกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง เนื่องจากคดีที่เกิดไม่ใช่ความผิดระหว่างตัวบุคลต่อตัวบุคคลด้วยกัน รวมทั้งมีชาวต่างชาติเสียชีวิตด้วยและมีการนำผลไต่สวนชันสูตรพลิกศพแต่ละรายมาประกอบในสำนวนคดี ซึ่งบางรายศาลก็มีคำสั่งชี้ว่ากระสุนปืนยิงมาจากฝั่งเจ้าหน้าที่ทหาร อย่างไรก็ดี นี่ถือเป็นครั้งแรกในชีวิต ตั้งแต่รับราชการที่ตนได้เคยทำความเห็นแย้งในคำพิพากษา โดยในส่วนของต้องรอดูการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อีกครั้ง หากคู่ความได้ยื่นอุทธรณ์

เมื่อถามถึงข้อแตกต่าง ถ้าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลอาญา กับการที่คดีเข้าสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่สิ้นสุดเพียงศาลเดียว นายธงชัย กล่าวว่า ถ้าเป็นพิจารณาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ฯ ก็จะพิจารณาศาลเดียวจบ แต่ถ้าเป็นการพิจารณาคดีที่อยู่ในศาลอาญา ก็มีโอกาสสู้กันถึง 3 ชั้นศาล ซึ่งอัยการโจทก์มีภาระต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ตามข้อกล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ และศาลจะลงโทษเพียงใด ขณะที่การพิจารณาคดีใน 3 ชั้นศาลอาญา อุทธรณ์และฎีกา ก็มีผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะกลั่นกรองคดีตามลำดับชั้นมากหลายคน

เมื่อถามว่าคิดอย่างไร หากคดีเข้าสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจริง และถ้าขณะนั้นได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาแล้ว ถ้าได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในองค์คณะสำนวนคดีนายธงชัย กล่าวว่า ถ้าคดีนี้ป.ป.ช.ฟ้องต่อศาลฎีกาฯ ก็ต้องมีการประชุมใหญ่เพื่อเลือกผู้พิพากษาระดับศาลฎีกา 9 คนเป็นองค์คณะ การที่ตนจะเข้าเป็นหนึ่งในองค์คณะนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และเนื่องจากตนเคยตรวจสำนวนรวมทั้งได้ทำความเห็นแย้งถือว่ามีส่วนได้ส่วนเสีย หากมีการเสนอชื่อ ก็จะไม่ขอรับเป็นองค์คณะอย่างแน่นอน

เมื่อถามว่าหากคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาฯ ความผิดฐานร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่านั้น ศาลฎีกาจะมีอำนาจพิจารณาในข้อหานี้ด้วยหรือไม่ เขาตอบว่า ตามกฏหมายแล้วการพิจารณาคดีถ้ในสำนวนปรากฏการกระทำของจำเลยที่มีความผิดอย่างอื่นขึ้นมาด้วยนั้นศาลก็จะมีอำนาจในการพิจารณาคดีได้ แต่ทั้งนี้หลักฐานจะปรากฏในชั้นพิจารณาแค่ไหน เพียงใด ตนไม่ทราบ เพราะเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ซี่งตนไม่อาจไปก้าวล่วงหรือวิจารณ์ได้

ด้านนายวันชัย รุจนวงศ์ รักษาการอธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงการพิจารณาสำนวนคดีดังกล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการขอคัดคำพิพากษาและความเห็นแย้งในสำนวนคดีดังกล่าวเพื่อนำมาศึกษาดูในรายละเอียดของคดี โดยคณะทำงานอัยการจะพิจารณาร่วมกันในการดูเหตุผลและข้อกฎหมายต่างๆ ก่อนที่จะดำเนินการยื่นอุทธรณ์ต่อไป

ขณะที่นายโชคชัย อ่างแก้ว ทนายความของญาติผู้เสียชีวิต ในฐานะยื่นคำร้องขอเป็นโจทก์ร่วมคดีดังกล่าว ได้เปิดเผยว่า เตรียมจะยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น โดยต้องหารือกับทีมทนายความรวมทั้งสอบถามแนวทางอัยการด้วย และต้องคัดคำพิพากษานั้นมาศึกษารายละเอียดเนื่องจากคำพิพากษาดังกล่าวเป็นการตีความในเชิงข้อกฎหมาย ซึ่งตนเห็นว่าเคยมีบรรทัดฐานอยู่แล้ว เช่น คดี พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยคดีอุ้มฆ่านายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย หรือที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตกเป็นจำเลยคดียิงน้องฟลุ๊คในการติดตามจับกุมผู้ค้ายาเสพติดคดีก็เข้าสู่การพิจารณศาลอาญา ไม่ใช่ให้อำนาจ ป.ป.ช.เป็นผู้ไต่สวน รวมทั้งตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญาระบุชัดเจนว่า หากการตายเกิดจากความเกี่ยวข้องในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ จะต้องมีไต่สวนการตายและส่งสำนวนให้กับพนักงานสอบสวน เพื่อส่งอัยการยื่นฟ้อง

นายโชคชัย กล่าวอีกว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวมีความชัดเจนว่าเกิดจากการสั่งการของจำเลยให้เจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืนและกระสุนจริงในการเข้ากระชับพื้นที่ ขณะที่จำเลยทั้งสอง ดำรงตำแหน่งนายก ฯ และรองนายกฯ จึงทำให้เกิดการตายต่อเนื่องกันมา และเป็นการซ่อนเจตนาไว้ ย่อมอยู่ในอำนาจศาลอาญาพิจารณาได้ ส่วนความเห็นแย้งของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาตนเห็นว่าก็ชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนคดีจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลไหนก็มีความชัดเจนไม่เช่นนั้นอัยการสูงสุดคงไม่สั่งฟ้อง ขณะที่ตนยังตั้งข้อสังเกตถึงการไต่สวนข้อกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ ป.ป.ช. ใช้เวลานานกว่า 3 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่เสร็จสิ้นซึ่งถือว่ามีความล่าช้าเป็นอย่างมาก