background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ศาลฎีกายกคำร้อง'เสวก'คดียักยอกเพชรซาอุฯ

ศาลฎีกายกคำร้อง'เสวก'คดียักยอกเพชรซาอุฯ

ศาลฎีกายืนยกคำร้อง "จ.ส.ต.เสวก" ลูกน้อง "ชลอ เกิดเทศ" คดียักยอกเพชรซาอุฯ ชี้ศาลอุทธรณ์สั่งถอนถูกต้องแล้ว

ห้องพิจารณา 713 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เวลา 09.30 น. ศาลอ่านคำสั่งศาลฎีกาที่ จ.ส.ต.เสวก หรือส่วย กันทะมา อดีตตำรวจสังกัด ผ.5 กก.2 ป. จำเลยที่ 7 ยื่นคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ได้เพิกถอนใบสำคัญสิ้นสุด คดียักยอกเพชรซาอุฯ หมายเลขดำ ด.4903/2536 ที่อัยการฝ่ายคดีอาญา 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ อดีตผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ ( ปัจจุบันถูกถอดยศ-ตำแหน่งแล้ว ) , พ.ต.อ.ประเสริฐ จันทราพิพัฒน์ ผู้กำกับการตำรวจม้า กองบังคับการตำรวจสายตรวจ ,

พ.ต.ต.ธานี สีดอกบวบ สารวัตร กก.กาฬสินธุ์ (หลบหนีการดำเนินคดี) ,ร.ต.อ.ฤทธิศาสตร์ แก้วเดช รอง สว.สส.สภ.อ.บ้านตาก จ.ตาก ,ด.ต.เท่ง ติ๊บปะละวงศ์ ผบ.หมู่ สภ.อ.เถิน จ.ลำปาง ,จ.ส.ต.สนิท กาวิชา ผบ.หมู่ สภ.อ.เถิน , จ.ส.ต.เสวก หรือส่วย กันทะมา สังกัด ผ.5 กก.2 ป. (จำเลยทั้งหมดยศขณะฟ้อง) และนายสุรจิต หรือแดงหงอก ชัยศิริ (เสียชีวิตเมื่อปี 2547) เป็นจำเลยที่ 1-8 ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ,ร่วมกันเบียดบังยักยอกทรัพย์ของผู้อื่นเป็นของตนเองโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 , 147 , 149 และความผิดอื่นๆ หลายข้อหา

โดยคดียักยอกเพชรดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 29 พ.ค.49 ยกฟ้องจำเลยที่ 7 ซึ่งจำเลยที่ 7 ไม่ได้อุทธรณ์ จึงได้ยื่นคำขอเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 50 ให้ศาลชั้นต้นออกใบสำคัญคดีถึงที่สุด จากนั้นเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.50 ศาลชั้นต้นได้ออกใบสำคัญคดีถึงที่สุดให้กับจำเลยที่ 7 แต่ปรากฏว่าระหว่างนั้นอัยการยื่นอุทธรณ์คดี และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 9 ก.พ.55 พิพากษากลับจำคุกจำเลยที่ 7 เป็นเวลา 7 ปี ต่อมาศาลอุทธรณ์ได้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ออกใบสำคัญคดีถึงที่สุด จำเลยจึงได้ยื่นฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ดังกล่าว

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า คำสั่งที่ศาลอุทธรณ์เพิกถอนใบสำคัญคดีถึงที่สุด ซึ่งศาลชั้นต้นได้ออกตามประมวลวิธีพิจารณาความ แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 147 วรรคสาม เนื่องจากโจทก์ได้อุทธรณ์คดีจึงถือว่าคดียังไม่ถึงที่สุด ซึ่งคดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์ได้พิพากษากลับจำคุก7 ปีจำเลยที่ 7 การที่ศาลชั้นต้นออกใบสำคัญนั้นจึงเป็นการหลงผิด ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือสั่งแก้ไขตามที่เห็นสมควรได้ตามประมวลวิธีความแพ่ง ฯ มาตรา 27 ประกอบประมวลวิธีความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยขอให้ศาลพิจารณายกโทษที่ศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุก 7 ปีด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยต้องใช้สิทธิฎีกาในคดีหลัก ซึ่งไม่ใช่ฎีกาในส่วนนี้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในประเด็นนี้

ภายหลังรับทราบคำสั่งแล้ว จ.ส.ต.เสวก จำเลย ได้สอบถามต่อหน้าศาลว่า ในคดีหลักตนได้ยื่นฎีกา แต่ได้ถอนฎีกาแล้ว ดังนั้นจะสามารถยื่นคำร้องขอใบสำคัญคดีถึงที่สุดใหม่ได้หรือไม่ ซึ่งศาลได้ชี้แจงว่าหากจำเลยมั่นใจว่าอัยการโจทก์ไม่ได้ยื่นฎีกาก็สามารถยื่นคำร้องขอใบสำคัญคดีถึงที่สุดได้

เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนพิจารณาแล้ว จ.ส.ต.เสวก จำเลยที่ 7 กล่าวว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้ยกฟ้อง ตนจึงได้ขอให้ศาลออกใบสำคัญคดีถึงที่สิ้นสุดและนำใบดังกล่าวไปยื่นต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ( สตช.) เพื่อขอคืนเงินและยศตำแหน่ง ซึ่งเป็นเวลากว่า 16 ปีแล้ว ขณะที่เมื่ออัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ตนก็ยังไม่ทราบเรื่องทันที แต่ขณะนั้นตนได้รับใบสำคัญคดีถึงที่สิ้นสุดจากศาลแล้วในปี 2550 ซึ่งตนทราบเรื่องอุทธรณ์เมื่อได้รับใบแจ้งอุทธรณ์วันที่ 29 ส.ค. 54 จึงได้ให้ทนายความแก้อุทธรณ์สู้คดีไป แต่คดีหลักยักยอกเพชรซาอุ ฯ ตนไม่ได้ยื่นฎีกาแล้ว โดยจะยอมรับสภาพคุมขังในเรือนจำ โดยขณะนี้ตนได้พิจารณาให้เป็นนักโทษชั้นดี ซึ่งรอวันคืนสู่อิสรภาพ

ด้านนายบุญเกียรติ อุดมแสวงโชค อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 2 กล่าวว่า กรณีการยื่นอุทธรณ์คดีนั้น อาจจะยื่นอุทธรณ์ไม่ทัน กำหนด 30 วัน ซึ่งตามกฎหมายอัยการขอขยายเวลายื่นอุทธรณ์ได้ โดยช่วงรอยต่อดังกล่าว หากจำเลยยื่นขอคดีถึงที่สุด ก็อาจทำให้เจ้าหน้าที่ศาลที่รับคำร้องขณะนั้นเข้าใจผิดได้ ซึ่งกรณีดังกล่าวสุดท้ายแล้วต้องยึดคำพิพากษาของศาลเป็นหลัก แม้กรณีนี้จำเลยที่ 7 จะร้องขอเงินเดือนและยศคืนจาก สตช.แล้วจากการยื่นใบสิ้นสุดคดีก็เกิดจากความบริสุทธิ์ใจของจำเลยที่เข้าใจว่าคดีถึงที่สุดแล้ว ไม่มีใครเจตนากลั่นแกล้งใคร อย่างไรก็ดีจำเลย ต้องยอมรับสภาพว่าเงินที่ได้รับคืนไปแล้วจาก สตช. จะเป็นลาภมิควรได้ซึ่งรัฐสามารถเรียกคืนได้บางส่วน หรือทั้งหมดได้หรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้หลังจากที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับจำคุกจำเลยที่ 7 แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 7 ได้ยื่นฎีกาสู้คดี แต่ต่อมาจำเลยที่ 7 กลับยื่นถอนฎีกาเมื่อวันที่ 18 ต.ค.55 ขณะที่อัยการโจทก์ได้ยื่นฎีกาเช่นกันในส่วนของจำเลยที่ 2, 5, 6-7 ดังนั้น ขณะนี้คดีจึงยังอยู่ระหว่างการพิจารณาฎีกา สำหรับ จ.ส.ต.เสวก จำเลยที่ 7 ปัจจุบันถูกคุมขังมาเป็นแล้ว 2 ปี 6 เดือนแล้วภายหลังที่ศาลอุทธรณ์ให้จำคุก 7 ปี

ส่วนนายชลอ เกิดเทศ จำเลยที่ 1 ซึ่งถูกถอดยศไปแล้วตั้งแต่ปี 2553 เมื่ออัยการไมได้ยื่นฎีกาทำให้คดีในส่วนของนายชลอ ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้จำคุก 20 ปี ขณะที่นายชลอ ได้รับการพักโทษ โดยราชทัณฑ์ได้ปล่อยตัวจากเรือนจำแล้วเมื่อวันที่ 25 ต.ค.56 ภายหลังที่นายชลอ รับโทษจำคุกมานานกว่า 19 ปีจากที่ตกโทษประหารชีวิต คดีอุ้มฆ่าแม่-ลูกศรีธนะขันธ์ ภรรยาและลูกของนายสันติ เจ้าของร้านเพชรที่นายชลอ นำตัวไปเพราะเข้าใจว่ามีข้อมูลเพชรซาอุ ฯ ที่นายเกรียงไกร เตชะโม่ง ได้ขโมยไปจากวังเจ้าชายไฟซาล ประเทศซาอุดิอาระเบีย และคดียักยอกเพชร ฯ ดังกล่าว