"นพ.พลเดช "เผยความคาดหวังต่อครม.ใหม่ ต้องผสมทหาร-พลเรือน ทำงานได้ทันที พร้อมวอนให้เลิกกฎอัยการศึก
นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (สทพ.) กล่าวถึงความคาดหวังของประชาชนต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ว่า ครม.ชุดใหม่ต้องไม่มีภาพลักษณ์ที่เป็น ครม. ทหารจนเกินไปโดยต้องมีสัดส่วนของพลเรือนเข้ามาร่วมด้วย เนื่องจากตนมองว่าการบริหารประเทศไม่ได้มีเฉพาะประเด็นความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นที่เกี่ยวกับด้านพัฒนา การปฏิรูป งานด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ร่วมด้วย ซึ่งไม่ใช่งานถนัดของฝ่ายทหาร ดังนั้นครม.ทั้งคณะต้องมีองค์ประกอบที่กลมกลืน นอกจากนั้นแล้วรัฐมนตรีที่เข้ามาถือเป็นบุคคลที่ถูกตั้งความหวังไว้สูงและจะถูกจับตาด้านผลงานเป็นอย่างมาก ดังนั้นช่วงระยะเวลา 1 ปี ที่ครม.ใหม่ทำหน้าที่ต้องทำผลงานที่ดีออกมา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน และประเด็นที่สำคัญคือรัฐมนตรีที่เข้ามาต้องรู้งานและทำงานได้ทันที เพราะจะไม่มีช่วงฮันนีมูนให้แล้ว เนื่องจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้เวลาช่วงฮันนีมูนไปแล้วเป็นเวลา 3 เดือน นอกจากนั้นรัฐมนตรีต้องเข้าใจระบบงาน และโครงสร้างในกระทรวงต่างๆ
นพ.พลเดช กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ฐานะหัวหน้าคสช. ดำรงตำแหน่งนายกฯ ระบุตอนหนึ่งในช่วงการกล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ว่าการบริหารราชการต้องมีการตรวจสอบและถ่วงดุล เพื่อความโปร่งใส ว่า ตนเชื่อว่าจะพล.อ.ประยุทธ์จะปฏิบัติตามคำกล่าวที่ถือว่าเป็นสัญญาประชาคมต่อสาธารณะได้ อย่างไรก็ตามในประเด็นเรื่องการตรวจสอบนั้นตนมองเห็นจุดอ่อนในเรื่องดังกล่าว หากยังคงพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกไว้แม้จะมี ครม.ชุดใหม่ อาจทำให้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ต่อการเสนอแนวทางที่เป็นประโยชน์ทำไม่ได้ จากกรณีที่เกิดขึ้นกับนายวีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชั่น เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมาหลังจากที่ร่วมเดินรณรงค์ประเด็นปฏิรูปพลังงานซึ่งถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ตนห่วงว่าจะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวได้ ดังนั้นในประเด็นการเคลื่อนไหวของประชาชนอยากให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงแยกเยะด้วยว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางบวก หรือสร้างความเสียหาย ไม่เช่นนั้นอาจจะกลายเป็นปัญหาในอนาคตได้





