วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

คลังงัดหลัก'ซีจี'กำกับรสก.ออกกม.คู่ประเมินผลงาน

สคร. เผยเตรียมออกกฎหมายคุมรัฐวิสาหกิจ งัดหลัก"ซีจี"คู่กับระบบประเมินผลงานประจำปี พร้อมกำหนดระบบ"ให้คุณ-ให้โทษ"

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เตรียมเสนอออกกฎหมายมากำกับดูแลรัฐวิสาหกิจมากขึ้น ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ที่ต้องการปฏิรูปการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งสามฝ่ายคือ ประชาชน ภาครัฐและผู้ถือหุ้น

การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจตามแนวทางดังกล่าว จำเป็นต้องมีหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี หรือซีจี (Corporate Governance:CG) ซึ่งจะทำให้รัฐวิสาหกิจคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยสังคมภายนอกตรวจสอบได้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ สคร.ชี้แจงต่อตัวแทนรัฐวิสาหกิจไปแล้วว่าจากนี้ไป จะต้องรายงานการลงทุนและฐานะของบริษัทลูก

นายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการ สคร.กล่าวว่าอาจจะมีกฎหมายมาบังคับใช้ ควบคู่ไปกับระบบการประเมินผลงานที่มีอยู่ เพราะเชื่อว่าหากรัฐวิสาหกิจทำงานแบบมีซีจีที่ดี ก็จะสะท้อนผลการดำเนินงานที่ดี พร้อมกำหนดบทลงโทษไว้ หากไม่สามารถปฏิบัติตามเกณฑ์ที่วางไว้

"เราไม่สามารถบอกได้ 100% ว่าเมื่อมีกฎหมายแล้ว จะสามารถกันการเมืองเข้ามาได้หรือไม่ เพราะถึงจะมีกฎหมาย แต่ก็สามารถแก้ไขได้ แต่เชื่อว่าหากการเมืองเข้ามาแก้ไข จะมีเสียงสะท้อน ทำให้การแก้ไขทำได้ยากขึ้น"

ปัจจุบัน รัฐวิสาหกิจ มีระบบประเมินผลการดำเนินงานเพื่อวัดประสิทธิภาพ ใน 3 ด้าน คือ การทำตามนโยบาย ผลการดำเนินงาน และ การบริหารจัดการองค์กร โดยใช้ประเมินรัฐวิสาหกิจที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) กว่า 40 แห่ง ส่วนที่จดทะเบียนในตลท. จำนวน 14 แห่ง ซึ่งมีระเบียบและวิธีการที่กำกับดูแลอยู่แล้ว

กลุ่มปตท.พร้อมเปิดงบบริษัทลูก

ด้านนางเพ็ญจันทร์ จริเกษม รองผู้จัดการใหญ่สายการเงินและบัญชี บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) กล่าวว่า กรณีที่สคร.กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจมากขึ้น โดยกำหนดให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งรายงานผลการดำเนินงานของบริษัทลูกมาให้สคร. ในรูปแบบงบการเงิน บริษัทในฐานะที่เป็นบริษัทในเครือปตท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ มีความพร้อมที่จะเปิดเผยงบการเงินของบริษัทลูกที่มีการถือหุ้นทั้งทางตรงทางอ้อม โดยปกติบริษัทมีการจัดทำงบการเงินของบริษทลูกในทุกไตรมาส ประเมินว่าสิ่งที่ต้องทำมากขึ้น ก็คือการส่งให้กับสคร.เท่านั้น

นางเพ็ญจันทร์กล่าวว่า บริษัทมีความมั่นใจในความโปร่งใสภายใน เนื่องจากที่ผ่านมา งบการเงินของบริษัท รวมถึงบริษัทในเครือปตท. ได้รับการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในส่วนของกระบวนการส่ง หรือข้อมูลงบการเงินที่ต้องส่งให้กับสคร. ต้องรอดูรายละเอียดว่าต้องการให้รายงานอะไรบ้าง แต่เชื่อว่าจะไม่เป็นปัญหาในการจัดทำ

ไออาร์พีซีหวั่นรับผลกระทบการร่วมทุน

ด้านนายกฤช ชัยเรืองยศ ผู้จัดการฝ่าย ฝ่ายการเงินและนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) หนึ่งในบริษัทย่อยในเครือปตท. กล่าวว่า กรณีสคร.กำหนดให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งรายงานผลการดำเนินงานของบริษัทลูกมาให้ สคร. ในรูปแบบงบการเงิน มองว่าจะเกี่ยวข้องกับบริษัทลูกที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ที่ต้องรายงานงบการเงิน บริษัทไม่น่าจะอยู่ในสถานะที่ต้องรายงานงบการเงิน ยอมรับว่าบริษัทอาจจะได้รับผลกระทบด้านการร่วมลงทุนกับบริษัทแม่คือ บริษัท ปตท.อาจต้องใช้เวลามากขึ้น เพื่อแจกแจงรายละเอียด และขออนุญาตในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน หรือโครงการต่างๆ

"ทางบริษัทอาจจะไม่ได้ต้องส่งงบการเงินของบริษัทลูก หรือบริษัทย่อย เพราะบริษัทไม่ใช่รัฐวิสาหกิจโดยตรง แต่คงได้รับผลกระทบในกรณีที่บริษัทมีการร่วมลงทุน หรือร่วมโครงการกับบริษัทแม่อย่างปตท. ซึ่งอาจต้องมีกระบวนการทำงานเพิ่มขึ้นมา แต่จะไม่กระทบถึงแผนลงทุนหรือขยายธุรกิจ"

สคร.เร่งสอบฐานะการเงินรสก.

นายกุลิศ กล่าวเสริมว่า สำหรับแผนการฟื้นฟูของรัฐวิสาหกิจ ขณะนี้แต่ละแห่งอยู่ระหว่างการสำรวจสถานะกิจการ (ดีลดิลิเจ้นท์) ทั้งสถานะการเงิน ทรัพย์สิน หนี้สิน เพื่อดูว่ามีปัญหาในส่วนใดบ้าง และจะมีการแก้ไขอย่างไร ในส่วนของธนาคาร ต้องดูว่าหนี้ที่มีอยู่ มีหลักประกันครอบคลุมหรือไม่ มีหนี้เสียเท่าใด จะแก้ไขอย่างไร ดูกระบวนการให้สินเชื่อ ทั้งการวิเคราะห์ อนุมัติ และติดตาม

"ซูเปอร์บอร์ดไม่ได้ให้นโยบายว่า จะต้องมีการยกเลิก หรือยุบรวมรัฐวิสาหกิจ แต่ให้ไปทำดีลดิลิเจ้นท์ แต่ละแห่งจึงต้องไปตรวจสุขภาพให้ละเอียด ซึ่งหลังตรวจอาจจะมีทั้งที่อาการหนักกว่าเดิม และส่วนที่อาการอาจจะไม่แย่อย่างที่คิด แต่ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ทางสคร.ก็เตรียมแนวทางไว้หมดแล้ว แต่ขณะนี้ยังเร็วไปที่จะบอกว่าจะทำอย่างไร"

การสรรหาผู้บริหารสูงสุดหรือ เอ็มดีของรัฐวิสาหกิจนั้น เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ (บอร์ด) ชุดใหม่ที่จะดำเนินการ ขณะนี้บอร์ดใหม่แต่ละแห่งก็คงเริ่มกระบวนการแล้ว โดยหลังจากนี้ สคร.ก็จะไปพบกับบอร์ดของแต่ละแห่ง ก่อนหน้านี้ได้พูดคุยกับทางประธานบอร์ดธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ เอสเอ็มอีแบงก์แล้ว การฟื้นฟูกิจการไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน

ออมสินพร้อมปล่อยกู้การบินไทย

ส่วนของแผนฟื้นฟูบริษัทการบินไทย ที่มีแผนจะกู้เงินจากธนาคารออมสิน จากการสอบถามไปยังธนาคารออมสิน พบว่า แบงก์ออมสินไม่ได้ปฏิเสธการให้เงินกู้ เพียงแต่ขอความชัดเจนเรื่องแผนการฟื้นฟู หากมีความชัดเจนก็พร้อมจะปล่อยกู้ โดยที่กระทรวงการคลังไม่ต้องค้ำประกัน เหมือนในช่วงปี 2552-2553

การบินไทยสามารถกู้เงินได้โดยที่กระทรวงการคลังไม่ต้องค้ำประกัน การทำแผนฟื้นฟูการบินไทย สคร.ในฐานะที่เป็นเลขาธิการคณะกรรมการกำกับนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด ก็จะเข้าไปช่วยดู

เตรียมประกาศรับเอ็มดี3แบงก์รัฐ

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการการคลัง มีนโยบายให้ทางธนาคารของรัฐ ทั้ง 3 แห่ง คือ เอสเอ็มอีแบงก์ ธนาคารออมสิน และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เร่งสรรหาผู้บริหารสูงสุดขององค์กรให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือนนี้ โดยเอสเอ็มอีแบงก์จะประกาศรับสมัครได้ในช่วงต้นเดือน ก.ย. นี้ คาดจะใช้เวลา 2 เดือน ส่วนทางธนาคารออมสิน และธนาคารอิสลาม จะมีการประชุมบอร์ดในวันนี้ (21 ส.ค.) เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา กระบวนการสรรหาน่าจะเริ่มได้ในช่วงต้นเดือน ก.ย.เช่นเดียวกัน

ด้าน นายครรชิต สิงห์สุวรรณ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการธนาคารอิสลาม (ไอแบงก์) เปิดเผยว่า ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งรักษาการต่อนายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ ประธานกรรมการแล้ว ซึ่งในวันนี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการเพื่ออนุมัติใบลาออก การลาออกครั้งนี้ เพื่อเตรียมตัวลงสมัครกรรมการผู้จัดการไอแบงก์คนใหม่

ปตท.แจงแยกท่อก๊าซเพื่อความโปร่งใส

นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความสับสนเกี่ยวกับมติของคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ(กพช.) เมื่อวันที่15 ส.ค.ที่ผ่านมาเกี่ยวกับการแยกท่อก๊าซ ว่าระบบท่อส่งก๊าซฯ ในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น ปตท. ได้มีการแบ่งแยกคืนให้กับกระทรวงการคลังตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด แล้วตั้งแต่เดือนธ.ค. 2550 เป็นระยะทาง 371 กิโลเมตร และระบบท่อก๊าซส่วนที่เหลือ 402 กิโลเมตร ที่ลงทุนหลังจากการแปรรูปแล้วเป็นของปตท. 402 กิโลเมตร

"ในอนาคตบริษัทท่อใหม่จะเป็นผู้ทำสัญญาขอใช้ทรัพย์สินของรัฐ พร้อมทั้งจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ต่อไป เพื่อสร้างรายได้ให้แก่รัฐ เช่นเดียวกับที่ ปตท. ได้ปฏิบัติตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา"

ทั้งนี้ การโอนทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและอำนาจมหาชนไปที่ บมจ.ปตท. ในช่วงการแปรรูป ปตท. นั้น ได้รับการแก้ไขโดยพระราชบัญญัติประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นผู้กำกับดูแล

ดังนั้น บมจ.ปตท.จึงไม่มีอำนาจเหลืออยู่ อีกทั้งศาลปกครองสูงสุดได้มีคำวินิจฉัยกำหนดหลักเกณฑ์ให้บมจ.ปตท. ต้องคืนทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการใช้อำนาจมหาชนของรัฐ เวนคืน/รอนสิทธิเหนือที่ดินของเอกชน และ การใช้เงินลงทุนของรัฐ

ทรัพย์สินส่วนนี้ ปตท. ได้ดำเนินการโอนคืนให้ภาครัฐตั้งแต่ปี 2551 โดยไม่รวมถึงท่อในทะเล ซึ่งศาลปกครองสูงสุดมีบันทึกยืนยันว่าปตท. คืนทรัพย์สินตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว โดยในส่วนทรัพย์สินที่ส่งมอบให้กรมธนารักษ์นั้น ปตท.ได้ทำสัญญาให้ใช้โดยได้จ่ายค่าตอบแทนให้แก่กรมธนารักษ์

ท่อก๊าซฯที่ส่งคืนกระทรวงการคลังนั้น เป็นท่อที่ ปตท.ใช้อำนาจรัฐรอนสิทธิ์พื้นที่เพื่อมาทำท่อส่งก๊าซฯ ดังนั้นเมื่อมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น และศาลมีคำสั่งให้ส่งคืนและตกเป็นของรัฐนั้น ปตท.ได้ดำเนินการส่งคืนไปเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีทั้งสิ้น 106 แปลง บนพื้นที่ 4 จังหวัด และใช้เวลา 1 ปีในการแบ่งแยกท่อคืนให้รัฐ

ยันท่อก๊าซในทะเลเป็นของปตท.

ส่วนท่อก๊าซฯในทะเลของ ปตท. นั้น มีระยะทางทั้งสิ้น 300-400 กิโลเมตร ยังคงยืนยันว่าเป็นของ ปตท. เนื่องจากไม่ได้ใช้อำนาจรัฐรอนสิทธิ์พื้นที่ประชาชน และอยู่ห่างจากน่านน้ำไทยเกิน 12 ไมล์ทะเล เรื่องนี้ ทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอให้ปตท.คืนท่อในทะเล เมื่อปี2555 นั้น ปรากฏว่าศาลฯไม่รับคำฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสาระบบไปแล้ว

นอกจากนี้ในส่วนของท่อก๊าซที่คืนให้รัฐนั้น ศาลปกครองสูงสุดได้มีบันทึกยืนยันแล้วว่าปตท.ได้คืนทรัพย์สินที่เป็นระบบท่อตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว

นายไพรินทร์ กล่าวว่า สำหรับ ท่อส่งก๊าซฯ ที่ บมจ.ปตท. จะโอนไปยังบริษัทท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) วันที่ 15 ส.ค. 2557 นั้น จะเป็นทรัพย์สินเฉพาะในส่วนที่ บมจ.ปตท.เป็นเจ้าของเท่านั้น

"นโยบายของคสช. ด้านพลังงาน คือการปฏิรูปพลังงาน มิใช่การแปรรูป ปตท. ครั้งที่สอง ซึ่งเป็นไปเพื่อสร้างธุรกิจเสรีอย่างแท้จริง ลดความกังวลเรื่องการผูกขาด"