'ศุภชัย'จี้รัฐบาลใหม่เร่งลงทุน นำร่องสร้างเชื่อมั่นเอกชน-ชี้เดิน"ถูกทาง"ลุยโครงสร้างพื้นฐาน
"ศุภชัย"แนะรัฐบาลใหม่เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเหตุล่าช้ามานาน นำร่องสร้างความเชื่อมั่นภาคเอกชน คาดส่งผลดีปีหน้า เสนอเดินหน้านโยบาย 4 ด้าน "พัฒนาคน-โครงสร้างพื้นฐาน-รื้อกฎหมาย-เจรจาหุ้นส่วนเศรษฐกิจ" ขณะส.อ.ท.เตรียมเสนอมาตรการช่วยเอสเอ็มอี
นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) และเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) กล่าวปาฐกถา หัวข้อ “ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจยุคใหม่สู่การค้าที่ยั่งยืน” เนื่องในงานครบรอบ 94 ปี วันคล้ายวันสถาปนากระทรวงพาณิชย์ “วันพาณิชย์ปี 2557” ว่าแนวทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะการเน้นการลงทุนของภาครัฐในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
"เพราะจะกระตุ้นให้การลงทุน และความเชื่อมั่นของเอกชนมีมากขึ้น เนื่องจากการส่งออกของไทยในปีนี้น่าจะขยายตัวไม่มากนัก และไม่อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวได้มาก รวมถึงการผลักดันให้เกิดการค้าชายแดนมากขึ้นก็เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการ"
นายศุภชัย กล่าวว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ คงหวังจะได้เห็นการขยายตัวมากอย่างที่คิดไว้ยาก เพราะการลงทุนของภาครัฐเพิ่งจะเกิดการลงทุนในไตรมาส 3 ซึ่งล่าช้ามาก ส่วนการลงทุนภาคเอกชนยังทรงตัว การส่งออกคงขยายตัวไม่มากนัก เศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตได้จากการลงทุนภาครัฐเป็นตัวนำและการค้าขายของไทยกับอาเซียน รวมถึงประเทศที่มีศักยภาพ อย่างจีน และอินเดีย
"คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะบวก แต่บวกเท่าไร คาดไม่ได้ ส่วนปีหน้า น่าจะเป็นบวกได้แน่ 5% อาจจะได้เห็นหรืออาจจะมากกว่า 5% ด้วยซ้ำถ้ารัฐบาลใหม่สามารถผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เดินหน้าเต็มที่” นายศุภชัย กล่าว
นายศุภชัย ยังเสนอแนะว่ารัฐบาลชุดใหม่ควรมีนโยบาย 4 ด้าน คือ 1.การพัฒนาคน โดยเพิ่มทักษะด้านวิชาชีพ เพราะแรงงานยังมีมาตรฐานต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะด้านการศึกษา ที่ยังด้อยกว่ามาก ทำให้คนไทยไม่พัฒนาเท่าที่ควร รวมถึงต้องยกระดับนักศึกษาอาชีวะให้สูงขึ้น เพื่อดึงดูดให้มีคนเข้ามาเรียนมากๆ โดยต้องยกระดับศักดิ์ศรี รายได้
2.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในด้านเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่ในด้านภูมิศาสตร์เหมือนอย่างปัจจุบัน 3.การพัฒนาสถาบันด้านกฎหมาย ที่จะต้องทำให้เกิดความโปร่งใส และมีธรรมาภิบาลมากขึ้น และ 4.ต้องผลักดันให้อาเซียนสามารถเจรจาจัดทำข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียน และคู่เจรจาทั้ง 6 ประเทศ (อาร์เซพ) ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ให้สำเร็จโดยเร็ว เพราะจะทำให้เศรษฐกิจอาเซียน และอีก 6 ประเทศขยายตัวได้มากขึ้นและเร็วขึ้น
นโยบายดังกล่าวจะทำให้ไทยแข่งขันได้มากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น มีสัดส่วนมากกว่า 60% แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไทยส่งออกไม่ได้ แต่พบว่าภาคเกษตรอุตสาหกรรมและบริการ ไม่มีการลงทุนใหม่อย่างจริงจัง ไทยยังคงผลิตของเดิมที่ทั่วโลกกำลังใช้น้อยลงทุกที ซึ่งผิดกับเวียดนามที่มีการพัฒนาการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น เช่น สมาร์ทโฟน
"ที่น่าแปลกคือประเทศไทยยังคงมีการผลิตแบบพึ่งพาสินค้าเดิม ๆเช่น รถกระบะ ขณะที่มาเลเซียก้าวไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมผลิตอีโคคาร์ไปแล้ว"
ชี้หวังส่งออกยากเหตุศก.โลกไม่ฟื้น
นายศุภชัย กล่าวว่าคลื่นเศรษฐกิจที่มากับการพึ่งพาการส่งออกจะทำให้การค้าและการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปได้ยากมากขึ้นทุกที จะเห็นได้ว่าทุกปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และสถาบันอื่นๆในฝั่งสหรัฐและยุโรป จะพยากรณ์เศรษฐกิจโลกว่าจะขยายตัวเท่านั้นเท่านี้ แต่เมื่อถึงปลายปีจะแก้ไขพยากรณ์ใหม่และการเป็นการคาดการณ์ที่ผิดในที่สุด
สถาบันเหล่านี้พยายามที่จะบอกว่าเศรษฐกิจโลกขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ในทางปฏิบัติจริงโอกาสที่เศรษฐกิจจะขยายตัวเพิ่มมีน้อยมาก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกอยู่บนโครงสร้างที่ไม่มีวันดีขึ้น และมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่ำลงเริ่มตั้งแต่ 2540 ที่จีดีพีโลกขยายตัว 3-4%
แต่ปรากฏว่าเศรษฐกิจในยุโรปที่ทุกคนคิดว่าดีขึ้นแล้วกลับมีทิศทางแย่ลง และทำให้เศรษฐกิจยุโรปปีนี้น่าจะขยายตัวไม่ถึง 1 % และมีโอกาสที่จะชะลอตัวในรอบที่ 3 (Triple dip) ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวต่อเนื่อง และทำให้อัตราขยายตัวของตลาดลดลงแต่การขยายตัวของการผลิตเพิ่มขึ้น
เตือนระเบียบการค้าโลกกำลังเปลี่ยน
“ตอนนี้ประเทศในฝั่งยุโรปสหรัฐ ซึ่งมีสัดส่วนความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกลดลงจากมูลค่าการบริโภค แต่กลับพยายามที่ก้าวเข้ามามีส่วนในการสร้างกฎระเบียบทางการค้าโลก ทั้งรูปแบบการเจรจาในเวที WTO (องค์การการค้าโลก) ที่ไม่ได้มีการพูดถึงประเด็นการลดภาษี การเข้าถึงตลาด แต่จะพูดถึงการกำหนดเงื่อนไขกฎระเบียบการเข้าไปอยู่ในตลาดทั้งด้านการค้าและการลงทุน และความพยายามจับมือกันผ่านข้อตกลงความร่วมมือทางการค้าแปซิฟิก (TPP) และความร่วมมือทางการค้าระหว่างสหรัฐและยุโรป ซึ่งถ้าเป็นผลสำเร็จก็จะทำให้การค้ามากกว่าครึ่งของโลกมีกฎระเบียบที่ถูกกำหนดโดยประเทศเหล่านี้"
นายศุภชัย แนะว่าไทยต้องเร่งจับมือกับอาเซียนเพื่อผลักดันให้การเจรจาการค้าเสรีเอเชียตะวันออก (RCEP) หรือ อาเซียน+6 บรรลุข้อตกลงเพื่อชิงโอกาสการสร้างแต้มต่อในการเจรจาทางการค้าในเวทีโลก โดยประเด็นการเจรจาต้องว่าด้วยเรื่องการกำหนดกฎระเบียบทางการค้าการลงทุนเพราะการเปิดตลาดได้มีการดำเนินการมามากแล้ว
ทั้งนี้ ไทยกำลังแก้ปัญหาการสร้างสมดุลระหว่างการค้าโลกและการพึ่งพาตัวเองภายในประเทศ รวมถึงการสร้างธรรมภิบาลและปฏิเสธไม่ได้ว่าอาเซียนจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ไทยมีบทบาททางการค้าที่ควรจะเป็นไป
สำหรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่จะเป็นจุดเชื่อมโยงเศรษฐกิจทั้งด้านอุตสาหกรรม การค้า บริการหรือแม้แต่ไอที ซึ่งไทยยังมีศักยภาพในการเข้าถึงอาเซียนผ่านสินค้าต่างๆไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ อาหารและสินค้าสุขภาพและความงาม แต่ไทยต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การจะผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลางอาเซียน หรือผลักดันสินค้าและบริการเข้าไปในอาเซียนจะต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทันทีเพื่อเชื่อมต่อกับอาเซียนเพราะไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางของตอนเหนือของอาเซียนและจุดเชื่อมกับกัมพูชา ลาว พม่าและเวียดนามอยู่แล้ว
"ไทยต้องพัฒนามาตรฐานการค้าชายแดนให้มีความเป็นสากลแม้ในปัจจุบันจะยังมีความกังวลเรื่องมั่นคงอยู่ก็ตาม แต่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน"
ส.อ.ท.หวังรายจ่ายภาครัฐกระตุ้นศก.
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าจากทิศทางการเมืองที่เริ่มมีความชัดเจนจากการเข้าบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จนส่งผลต่อเนื่องให้สามารถแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้ภายในสัปดาห์นี้ จะทำให้เกิดการผลักดันการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐในปี 2557-2558 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปีขยายตัวได้ประมาณ 2% และการส่งออกจะขยายตัวประมาณ 2.5%
ส่วนในปี 2558 มองว่าจีดีพี น่าจะขยายตัวได้ 4.5-5% เนื่องจากจะมีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่เข้ามามาก และมีการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งฐานตัวเลขในปีนี้ยังต่ำมากซึ่งในภาวะปกติเศรษฐกิจไทยก็ควรจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 4.5% ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งต่อเนื่อง แต่หากเติบโตต่ำกว่านี้ก็จะเกิดปัญหาเนื่องจากไทยยังอยู่ในฐานะของประเทศกำลังพัฒนา
"การสรรหานายกรัฐมนตรีนั้น มองว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประธาน คสช. มีความเหมาะสมมากที่สุด เพราะมีความเด็ดขาดในการตัดสินใจเรื่องนโยบาย"
นายสุพันธุ์ กล่าวว่าส.อ.ท.จะเสนอให้รัฐบาลใหม่แก้ไข จะมีหลัก 3 ข้อ ได้แก่ 1. การส่งเสริมเอสเอ็มอีอย่างเป็นรูปธรรม โดยการแก้ไขกฎหมายต่างๆเอื้อต่อการเติบโตของเอสเอ็มอี 2. เรื่องการแก้ปัญหาการถูกสหภาพยุโรปตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) ในปีหน้า และ 3. กำหนดให้การใช้จ่ายงบภาครัฐ เป็นการจัดซื้อจัดจ้างในธุรกิจเอสเอ็มอีที่ผลิตภายในประเทศ 30% เพื่อกระตุ้นยอดขายให้กับเอสเอ็มอี
ผู้ประกอบการหมดห่วงการเมือง
สำหรับผลการสำรวจความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมไทย ในเดือนก.ค. 2557 อยู่ที่ระดับ 89.7 ปรับเพิ่มจากระดับ 88.4 ในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และยังเป็นดัชนีสูงสุดในรอบ 8 เดือน เนื่องจากยอดคำสั่งซื้อและยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการดีขึ้น ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 103.1 ปรับเพิ่มจากระดับ 101.9 ในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา
นายสุพันธุ์ กล่าวว่า สภาวะแวดล้อมในการดำเนินกิจการ เมื่อพิจารณาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบการอุตสาหกรรมในเดือนก.ค. ปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน และสถานการณ์การเมืองภายในประเทศลดลง ส่วนปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ก็คืออัตราแลกเปลี่ยนที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น
สำหรับ ผลการสำรวจข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการที่มีต่อภาครัฐบาลในเดือนก.ค. คือ ต้องการให้ภาครัฐกำหนดทิศทางและนโยบายทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน รวมทั้งเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสินค้า ปัจจัยการผลิต แรงงาน เพื่อช่วยส่งเสริมการค้าชายแดน พร้อมสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาสินค้าให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี





