งบปี 58 เข้า สนช.วันนี้ นักกฎหมายจี้ "หัวหน้าคสช." แจงเหตุตั้งรายจ่ายชดใช้เงินคงคลังพุ่ง 200% กว่า 4 หมื่นล้าน
งบปี 58 เข้า สนช.วันนี้ นักกฎหมายจี้ "หัวหน้า คสช." แจงเหตุตั้งรายจ่ายชดใช้เงินคงคลังพุ่ง 200% กว่า 4 หมื่นล้าน สะท้อนความไม่ชอบมาพากลในการจ่ายเงินโครงการประชานิยมยุค"ยิ่งลักษณ์" ส่อขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ติงเอกสารงบประมาณปกปิดข้อเท็จจริงนำรายได้ส่วนไหนมาโปะ ดักคอหากไม่แจงให้ชัด ประชาชนอาจเข้าใจผิดคิดว่าเห็นดีเห็นงาม
เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะเปิดประชุมนัดที่ 2 ในวันนี้ (18 ส.ค.) หลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและรองประธาน สนช.เป็นที่เรียบร้อย
โดยวาระสำคัญของการประชุม สนช. คือ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2558 ซึ่งได้กำหนดวงเงินไว้จำนวน 2,575,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 19.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
แม้จะมีเสียงวิจารณ์เรื่องการยังไม่มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะทำหน้าที่ฝ่ายบริหารในการเสนองบประมาณต่อสภา ทั้งยังมีการคาดการณ์ว่า สนช.น่าจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ อย่างรวบรัด โดยอาจลงมติรับหลักการภายในวันที่เสนองบประมาณทันที เพื่อความรวดเร็วก็ตาม ทว่าก็ยังมีนักวิชาการเรียกร้องให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนฝ่ายบริหารในการเสนองบประมาณ ทำความกระจ่างในหลายประเด็นที่ยังเป็นปัญหา
นายปรีชา สุวรรณทัต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายด้านการเงินการคลัง กล่าวว่า ในร่าง พ.ร.บ.งบปี 58 มีหลายรายการที่ไม่โปร่งใสชัดเจน และเป็นรายจ่ายตามข้อผูกพันมาจากรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยเฉพาะจากนโยบายประชานิยมที่ได้มีการนำ "เงินคงคลัง" ไปใช้จ่าย จึงต้องมีการตั้งงบประมาณรายจ่ายชดใช้เงินคงคลังตามที่จ่ายไปแล้วเป็นจำนวนมากถึง 41,965.34 ล้านบาท โดยไม่มีรายละเอียดว่าได้นำไปใช้จ่ายในกรณีใด รายการใด มีพฤติการณ์เกิดขึ้นให้มีความจำเป็นต้องจ่ายโดยเร็วตามที่บัญญัติในกฎหมายเงินคงคลังหรือไม่
ทั้งนี้ เม็ดเงินหลายหมื่นล้านบาทที่นำเงินคงคลังไปใช้จ่าย เป็นการจ่ายตามนโยบายประชานิยม ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มาตรา 169 และกฎหมายเงินคงคลังตามมาตรา 7 เพราะไม่อยู่ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลจะจ่ายไปก่อนได้
อนึ่ง ในเอกสารงบประมาณโดยสังเขป ประจำปีงบประมาณ 2558 ของสำนักงบประมาณ ได้แยกแยะงบประมาณรายจ่ายที่กำหนดวงเงินไว้จำนวน 2,575,000 ล้านบาท เป็นรายจ่ายประจำ (2,027,176 ล้านบาท) รายจ่ายลงทุน (450,158.6 ล้านบาท) รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ (55,700 ล้านบาท) และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง ซึ่งกำหนดไว้เป็นจำนวนถึง 41,965.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบปี 57 จำนวน 28,541.7 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 212.6
โดยรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.6 ของวงเงินงบประมาณ เทียบกับปี 57 อยู่ที่ร้อยละ 0.5 ของวงเงินงบประมาณเท่านั้น
นายปรีชา ชี้ว่า รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังที่กำหนดไว้ในงบปี 58 เพิ่มขึ้นจากปี 57 ถึง 28,541.7 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 200% (ร้อยละ 212.6) หากหัวหน้า คสช.ไม่ชี้แจงให้โปร่งใส อาจทำให้สังคมเข้าใจผิดได้ว่าจำนวนเงินทั้งหมดนี้ได้จ่ายไปจากการยึดอำนาจของคสช.หรือไม่
"เรื่องนี้ต้องตั้งคำถามว่าท่านไม่ติดใจชี้แจงหรือ หรือว่าท่านเห็นชอบที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใช้จ่ายเงินไปโดยสุ่มเสี่ยงผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายเงินคงคลัง เพราะต้องมาตั้งงบประมาณชดใช้เงินคงคลังที่ท่านจะแถลงต่อสภาโดยไม่มีการอิดเอื้อนแม้แต่น้อย"
อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวอีกว่า จะเห็นได้ว่าการเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฯ ไม่ใช่เพียงแค่การอ่านในคำแถลงงบประมาณที่สำนักงบประมาณร่างให้อ่านเท่านั้น แต่ต้องมีผู้ที่ชี้แจงในรายละเอียดด้วย ซึ่งในภาวะปกติที่มีคณะรัฐมนตรี ก็จะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีอื่นที่เกี่ยวข้องชี้แจงเพิ่มเติมนอกจากการอ่านหลักการและเหตุผลที่มีเพียงไม่กี่บรรทัด
นอกจากนั้น การเสนองบประมาณทั้งๆ ที่ยังไม่มีคณะรัฐมนตรีเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ก็ถือว่าขัดต่อประเพณีปฏิบัติที่เคยกระทำกันมาทุกปีงบประมาณอีกด้วย
สำหรับ พ.ร.บ.เงินคงคลัง มาตรา 7 บัญญัติให้การจ่ายเงินจากบัญชีเงินคงคลังบัญชีที่ 2 หรือคลังจังหวัดไปก่อนที่มีการอนุญาตให้จ่าย 5 กรณี ต้องตั้งเงินรายจ่ายเพื่อชดใช้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปีต่อไป ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 169 บัญญัติบังคับให้กำหนดแหล่งที่มาของรายได้เพื่อชดใช้รายจ่ายที่ได้ใช้เงินคงคลังจ่ายไปก่อนแล้วด้วย
ทว่า การนำเงินคงคลังที่เป็นเงินแผ่นดินไปจ่ายเป็นจำนวนมากที่สุดถึง 41,965.34 ล้านบาทของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายเงินคงคลังมาตรา 7 ในหลายรายการ กลับไม่มีรายละเอียด และไม่มีการแสดงแหล่งที่มาของรายได้ที่นำมาชดใช้เงินคงคลังด้วย ว่ามาจากภาษีหรือรายได้อื่นใดจากแหล่งใดบ้าง จำนวนเท่าใด
"รายการดังกล่าวนี้กลับถูกปิดเป็นความลับ ทั้งที่ควรจะเปิดเผยให้ประชาชนที่เป็นเจ้าของเงินแผ่นดินได้รับรู้ เพราะกรมบัญชีกลางที่เป็นผู้อนุมัติให้จ่ายไปจากเงินคงคลังได้ปิดเป็นความลับตลอดมา เนื่องจากมีหลายรายการไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะจ่ายได้ดังกล่าว"
"ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่โดยตรงของหัวหน้า คสช.ที่ยึดอำนาจมาจากรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ต้องชี้แจงรายละเอียดในการตั้งงบประมาณรายจ่ายชดใช้เงินคงคลัง ว่ารายการใดจ่ายไปตามหลักเกณฑ์กฎหมายเงินคงคลังมาตรา 7 หรือไม่ ถ้าไม่เข้าหลักเกณฑ์ ท่านจะดำเนินการอย่างไร เพราะเงินนี้ได้จ่ายไปแล้วทั้งสิ้น" นายปรีชา ตั้งคำถามทิ้งท้าย





