วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กสม.ปูดมีขบวนการขวาง"ก.ม.อุ้มบุญ"

กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปูดมีขบวนการขวาง "กฎหมายอุ้มบุญ"

ปัญหาการลักลอบทำ "อุ้มบุญ" ยังเป็นประเด็นที่สังคมไทยให้ความสนใจ และต่างเห็นพ้องกับการนำมาตรการทาง "กฎหมาย" มาบังคับใช้เพื่อคุมเข้ม "การค้า" ให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะควร

โดยจะเห็นได้จากท่าทีของผู้ใหญ่ในกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แพทยสภาราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย หรือแม้แต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็เห็นชอบในหลักการของ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ... ตามที่ พม.เคยเสนอเอาไว้นานแล้ว

อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับปัญหา "อุ้มบุญ" นั้นสังคมยังไม่ค่อยได้ยินเสียงสะท้อนเกี่ยวกับมุมมองด้าน "สิทธิมนุษยชน" เท่าที่ควร "กรุงเทพธุรกิจ"จึงได้สัมภาษณ์ นพ.แท้จริง ศิริพานิช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในประเด็นปัญหาอุ้มบุญที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมไทยอยู่ในขณะนี้

"ความจริงเรื่องนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่มีการนำเทคโนโลยีมาเกี่ยวข้องด้วย หากมองถึงผลที่จะเกิดก็มีทั้งทางลบและทางบวก นำไปใช้ถูกต้องก็เกิดประโยชน์ แต่หากนำไปใช้ไม่ถูกต้องก็ก่อให้เกิดผลลบ"

นพ.แท้จริง เห็นว่า ประเด็นที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องอุ้มบุญและทำให้เกิดปัญหาในทุกวันนี้คือเรื่อง "เทคโนโลยี" ที่มาเกี่ยวข้องกับ "ชีวิตมนุษย์" โดยสามารถนำมาสร้างชีวิตคนขึ้นมาได้

"ครอบครัวไหนมีบุตรยาก ก็ใช้เทคโนโลยีทำให้ชีวิตครอบครัวสมบูรณ์ ในทางตรงกันข้าม ถ้านำมาทำการค้าก็หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรม เพราะมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน คล้ายๆ กับการค้ามนุษย์ คือ ไปซื้อเด็กมาเพื่อนำไปทำอะไรสักอย่าง อาทิ แรงงานเด็ก ทาส ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมไม่ได้เลย หากเราไม่มีการควบคุม ปัญหานี้ก็คงจะวุ่นวายเป็นอย่างมาก"

ดังนั้น กฎ กติกา และกฎหมาย รวมถึงองค์กรที่รับผิดชอบตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นแพทยสภา สมาคมแพทย์ ตำรวจ ต้องบังคับใช้อย่างเข้มงวดและเข้มแข็ง เพราะอย่างที่ทราบกันว่าประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีการละเมิดกฎกติกาเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีการคอร์รัปชัน จึงทำให้มีความเป็นห่วงในเรื่องนี้

"ควรจะเขียนไว้ในกฎกติกาว่าสิ่งใดทำได้ สิ่งใดทำไม่ได้ รวมทั้งบทลงโทษต้องสูง ไม่ใช่ปรับห้าพันบาท แต่ตอนทำรับค่าจ้างเป็นล้าน และหากมีการกระทำผิดเกิดขึ้น ไม่ควรมีการละเว้น เพราะที่ผ่านมา การลงโทษบางครั้งมักจะมีข้อยกเว้นให้กับบุคคลบางคน"

เขาบอกด้วยว่า ในการบังคับใช้กฎกติกาอย่างเข้มแข็งและเข้มงวดนั้นก็ต้องมีความจริงจัง และโปร่งใสในทุกขั้นตอนหรือกระบวนการขออนุญาตทำเด็กหลอดแก้วด้วย เพราะเรื่องของมนุษย์ มนุษยธรรม และศีลธรรมมีโอกาสเสี่ยงกระทำผิดสูง

"ประเทศไทยสุ่มเสี่ยงมาก เพราะเงินสามารถซื้อคนได้ ฉะนั้นควรทำให้ยากไว้ก่อน"

นพ.แท้จริง เห็นว่า สำหรับครอบครัวที่มีใบสมรส และมีความจำเป็นต้องทำ คงตรวจสอบได้ไม่ยาก แต่ที่ยากคือจะทำอย่างไรที่จะกันคนไม่จำเป็น เช่น ไม่ได้สมรสกัน อยู่ตัวคนเดียวแต่อยากมีลูก ซึ่งต้องมีเหตุผล อย่างประเทศอื่นๆ ที่ทำได้ก็จะมีกฎหมายควบคุมจริงๆ ไม่เช่นนั้นก็อาจจะทะลักมาประเทศไทยหรือไม่ เพราะประเทศไทยไม่ใช่ประเทศแรกที่ทำ มีประเทศอื่นๆ ที่ทำ แต่ก็มีกฎหมายควบคุมอย่างเข้มงวด

ดังนั้นจึงย้อนกลับมาที่ว่าเราต้องทำให้ "โปร่งใส" ก็จะเป็นการป้องกันปัญหานี้ได้ดีที่สุดถึงแม้ว่าจะป้องกันปัญหาดังกล่าวไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม

"ปัญหาเด็กหลอดแก้วมีมานานแล้ว แต่แค่ไม่ออกมาสู่สังคม ปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้เกิดจากการเรียกร้องฟ้องร้องขึ้นจึงออกมาที่สื่อ แต่เมื่อก่อนมีปัญหาก็มีการพูดคุย จ่ายเงินกัน การแก้ไขปัญหาก็จบกันไป"

กรรมการสิทธิมนุษยชนผู้นี้ มองว่า ปัญหาอุ้มบุญนี้มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะการอุ้มบุญเฟื่องฟูมากในขณะนี้ แต่เหตุใดกฎหมายที่ควรจะออกถึงเพิ่งจะมาออก

เขาเห็นว่า ไม่ใช่ว่าไม่อยากให้มีกฎหมาย แต่มีกระบวนการที่ไม่อยากให้ออก ถึงขั้นมีอดีตรัฐมนตรีบางคนถูกพาดพิงถึงด้วย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเขามองโอกาสทำเงินมากกว่าเรื่องศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม

"เขาคำนึงแต่ธุรกิจอย่างเดียว พอเขารู้ว่าหากกฎหมายนี้ออกก็อาจจะทำให้ธุรกิจของเขาซบเซา จึงมีความพยายามดึงเรื่องกฎหมายนี้ไว้"

ดังนั้นปัญหาลักลอบอุ้มบุญที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ก็เพราะการนำเอาผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง ส่วนคุณธรรม จริยธรรม ไม่ต้องพูดถึง จะเอาเงินอย่างเดียว เพราะเขารู้ว่า คนอยากมีลูกให้ยอมจ่ายเท่าไหร่ก็ยอม จึงเกิดธุรกิจอุ้มบุญขึ้นมา หากเป็นเช่นนี้ก็ไม่ต่างจากการนำเอามนุษย์มาค้าขาย

สอบแม่อุ้มบุญแล้ว 11 คน

ด้านความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี นายชิเกตะ มิตซูโตกิ อายุ 24 ปี เศรษฐีหนุ่มชาวญี่ปุ่น ว่าจ้างหญิงไทยให้อุ้มบุญเด็กอย่างน้อย 10 คน ซึ่งมีการตรวจพบในห้องพักคอนโดมิเนียม ย่านลาดพร้าว และต่อมาได้มีการสอบสวนขยายผลจนทราบว่ามีการลักลอบทำอุ้มบุญที่สถานพยาบาลย่านเพลินจิต และสาทรนั้น

ล่าสุดตำรวจก็ยังคงติดตามหาตัวแม่ที่รับจ้างนายชิเกตะทำอุ้มบุญมาสอบปากคำ โดยมีรายงานว่า ชุดสืบสวน บก.น.4 ได้ติดตามตัวพยานซึ่งเป็นแม่อุ้มบุญมาสอบปากคำทั้งหมด 11 คน

เด็กอุ้มบุญโผล่ทะเบียนบ้าน 21 คน

ส่วนการตรวจสอบทะเบียนบ้านซึ่งเป็นห้องพักคอนโดมิเนียมที่นายชิเกตะจ้างให้คนไทยเป็นผู้มีชื่อเช่าห้องไว้นั้น ปรากฏว่า มีเด็กที่เชื่อว่าเกิดจากการอุ้มบุญประมาณ 21 คน ถูกแจ้งชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแห่งนี้ ซึ่งในเรื่องการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอนั้นมีรายงานว่านายชิเกตะได้มอบหลักฐานเป็นเอกสาร รวมทั้งตัวอย่างเลือดผ่านทางทนายความเพื่อมาให้พนักงานสอบสวนส่งตรวจพิสูจน์แล้ว

ใช้ไข่หญิง 8 สัญชาติ

สำหรับข้อมูลของเด็กทั้ง 21 คนที่มีชื่อปรากฏในทะเบียนบ้านที่เป็นห้องพักคอนโดมิเนียมดังกล่าวนั้น แบ่งเป็นเด็กชาย 12 คน เด็กหญิง 9คน โดยทั้งหมดคลอดที่ชื่อดังย่านสาทรและถนนพหลโยธิน

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า เด็กชายหญิงเหล่านี้เกิดจากการใช้ไข่ของหญิงหลายสัญชาติ ได้แก่ หญิงชาวสวีเดน2 ราย หญิงสเปน 9 ราย หญิงมาเลเซีย 1 ราย หญิงบราซิล 2 ราย หญิงออสเตรเลีย 2 ราย หญิงอิสราเอล 3 ราย หญิงจีน 1 ราย และหญิงสหรัฐ 1ราย