ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา ชี้ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องมีกฎหมายออกมารองรับการทำอุ้มบุญ
โดย กม.ที่ออกมาต้องมีการวางมาตรการควบคุมในการทำอุ้มบุญ ซึ่งจะมีประโยชน์ในการป้องกันการลักลอบทำหรือการทำอุ้มบุญในลักษณะเป็นการค้าหรือเชิงพาณิชย์ ไอเดียกระฉูด "โคลนนิ่ง " ก็ทำได้
นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา กล่าวถึงกรณีปัญหาการทำอุ้มบุญว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องมีกฎหมายออกมาควบคุมการให้คนอื่นตั้งครรภ์ให้หรือที่เรียกกันว่า การทำอุ้มบุญและรับรองการทำอุ้มบุญที่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาการลักลอบการทำอุ้มบุญหรือการแสวงหากำไรหรือทำการค้าจากการอุ้มบุญ
"ตามความเห็นผม กม.อุ้มบุญ ที่จะออกมา ต้องมีหลักเกณฑ์ว่า การอุ้มบุญจะทำได้ต้องเป็นความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายที่ต้องการให้คนอื่นตั้งครรภ์ให้และฝ่ายที่รับตั้งครรภ์ จากนั้นต้องมีคณะกรรมการขึ้นมากลั่นกรองตรวจสอบในการทำอุ้มบุญ โดยตรวจสุขภาพของคนที่ต้องการให้คนอื่นตั้งครรภ์ให้ ตรวจไปถึงยีนส์ว่าควรมีลูกหรือไม่ หรือว่ายีนส์มีความผิดปกติหรือไม่และตรวจสอบไปถึงประวัติ สภาพจิตใจ ครอบครัว สภาพแวดล้อม และฐานะว่ามีความพร้อมที่จะมีลูกหรือไม่ รวมทั้งดูว่ามีเหตุจำเป็นที่จะต้องมีลูกหรือไม่ เหตุจำเป็นที่ว่านี้ เช่น ไม่มีทายาท หรือ เคยมีลูกแต่ลูกตายแล้วไม่มีลูกอีก หรือว่า ทำหมันแล้วต่อมาลูกตาย หรือว่าเป็นคนมีทรัพย์สินมากต้องการมีทายาทเป็นผู้รับสืบทอดมรดกทรัพย์สิน ทั้งนี้คณะกรรมการตรวจสอบกลั่นกรอง ประกอบด้วย ตัวแทนจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, แพทย์ ,นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ ,นักจิตวิทยา" นายศรีอัมพร กล่าว
นายศรีอัมพรยังกล่าวอีกว่า กฎหมายควบคุมการทำอุ้มบุญที่ว่านี้ ไม่ควรไปกำหนดว่า คนที่รับตั้งครรภ์ให้หรือรับอุ้มบุญจะต้องเป็นเครือญาติเท่านั้น โดยเป็นคนนอกก็ได้ เพราะอาจมีกรณีที่คนที่ต้องการให้คนอื่นตั้งครรภ์ให้นั้น ไม่ค่อยมีเครือญาติ และจะรับค่าตอบแทนในการรับตั้งครรภ์ให้ก็ได้ มิเช่นนั้นคนที่เดือดร้อนทางการเงินและพร้อมที่จะช่วยเหลือในเรื่องนี้ก็ไม่มีโอกาสอีกทั้งอุตส่าห์ตั้งครรภ์ให้ตั้ง 9 เดือน นอกจากนี้การไปปิดกั้นว่าต้องเป็นเครือญาติกันหรือรับค่าจ้างอุ้มบุญไม่ได้ จะทำให้มีการลักลอบการทำอุ้มบุญโดยผิดกฎหมาย และคนที่ต้องการทำอุ้มบุญไม่จำเป็นต้องเป็นสามีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น อยู่กินกันฉันท์สามีภรรยาก็ได้ แต่คนที่ต้องการทำอุ้มบุญเพราะอยากมีลูก ต้องติดต่อผ่านสถานพยาบาล หรือ โรงพยาบาล หรือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการทำอุ้มบุญเท่านั้น
"แต่กฎหมายอุ้มบุญที่ออกมา ต้องห้ามไม่ให้มีการทำอุ้มบุญในลักษณะการค้าหรือเชิงพาณิชย์หรือแสวงหากำไรจากการทำอุ้มบุญ เช่น ตั้งบริษัทหรือตั้งกลุ่มขึ้นมาเป็นตัวกลาง นายหน้า ลงประกาศโฆษณาว่า สามารถหาผู้หญิงมารับตั้งครรภ์ให้ อย่างนี้ทำไม่ได้ เพราะเป็นการแสวงหากำไรและผลประโยชน์ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดกับเด็กที่คลอดออกมา อีกทั้งการเกิดคนขึ้นมาคนหนึ่งไม่ใช่การผสมสัตว์ขึ้นมาเป็นทรัพย์สินของใครเพราะคนไม่ใช่ทรัพย์สิน กฎหมายอุ้มบุญที่ออกมาจึงต้องมีการกำหนดโทษทางอาญาสำหรับผู้ที่ทำอุ้มบุญในลักษณะที่เป็นการค้า ขณะเดียวกันสถานพยาบาลที่จะทำอุ้มบุญ จะต้องมีใบอนุญาตให้ทำอุ้มบุญได้ " นายศรีอัมพร กล่าว
ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกาท่านนี้ ยังเห็นว่า กฎหมายอุ้มบุญที่จะออกมา จะต้องมีการบัญญัติให้ชัดเจนว่า เด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญ เป็นลูกโดยชอบด้วยกฎหมายของคนที่ต้องการให้คนอื่นตั้งครรภ์แทนให้ และมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูเด็กที่เกิดมา รวมทั้งกรณีที่เด็กที่เกิดมาแล้วพิการหรือไม่สมบูรณ์ด้วย และการที่ให้เด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญเป็นลูกโดยชอบด้วยกฎหมายของคนที่ต้องการทำอุ้มบุญ จะมีผลตามกฎหมายมรดกตามมาด้วยคือ เด็กที่เกิดมามีสิทธิรับมรดกทรัพย์สินของคนที่ต้องการทำอุ้มบุญ
"โดยสรุปประโยชน์ ที่ได้จากการมีกฎหมายอุ้มบุญ คือ การสามารถควบคุมไม่ให้เกิดปัญหาของสังคม เพราะคนเกิดขึ้นมาคนหนึ่งต้องมีคนรับผิดชอบ มีผู้ปกครองที่ชัดเจน และเมื่อมีกฎเกณฑ์มาตรฐานออกมากำหนดว่าอะไรคือการทำอุ้มบุญที่ชอบด้วยกฎหมาย ก็จะมีการทำอุ้มบุญโดยเปิดเผย เป็นการป้องกันการลักลอบการทำอุ้มบุญไปในตัว อีกทั้งยังเป็นการตัดวงจรการแสวงหากำไรจากตัวเด็กในลักษณะการทำเป็นการค้าหรือเชิงพาณิชย์ได้อีกด้วย "
นายศรีอัมพร ยังเห็นด้วยว่า การทำโคลนนิ่งมนุษย์โดยนำเซลล์ของคนที่ต้องการทำโคลนนิ่งไปพัฒนาเป็นตัวอ่อนแล้วนำไปฝังไว้ที่มดลูกของผู้หญิงคนอื่น ก็สามารถทำได้ โดยกฎหมายอุ้มบุญ ที่ออกมาต้องเขียนครอบคลุมไปถึงการทำโคลนนิ่งด้วย โดยมีการวางมาตรการ กฎเกณฑ์ในการทำโคลนนิ่งในลักษณะเดียวกับการทำอุ้มบุญ เช่น ต้องผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการกลั่นกรอง ,ไม่ทำในลักษณะเป็นการค้าหรือเชิงพาณิชย์





