(รายงาน) แง้มร่างใหม่ "ข้อบังคับประชุม สนช." เพิ่มหมวดเลือกนายกฯ-ต้องได้เกิน98เสียง
การเดินหน้าประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี และพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 มีอันต้องชะงักไป เนื่องจากตำแหน่งประธานและรองประธาน สนช.ยังไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ
แม้หลายเสียงจะเห็นว่าสามารถดำเนินการไปได้เลย แต่ก็มีเสียงทักท้วงจากผู้รู้และผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนให้ดำเนินการตามขั้นตอนจะสง่างามกว่า ทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องส่งสัญญาณไปยังแกนนำ สนช.ที่พร้อมรับลูกเร่งรัดเลือกนายกฯและพิจารณางบประมาณ ให้ชะลอความเร่งร้อนลงหน่อย
ช่วงนี้จึงยังไม่มีการประชุม สนช.อย่างเป็นทางการ มีแต่การประชุมนอกรอบของประธาน รองประธาน ร่วมกับฝ่ายต่างๆ เพื่อจัดการงานทางธุรการไปพลางก่อน
ดังเช่นเมื่อวันพุธที่ 13 ส.ค. มีการประชุมพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ... โดยมี นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ว่าที่รองประธาน สนช.คนที่หนึ่ง เป็นประธาน และมี นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช.คนที่สอง กับ นางนรรัตน์ พิมเสน เลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สนช. พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงาน เข้าร่วมประชุม
ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้นำร่างข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติฯ ฉบับใหม่ ที่ได้นำข้อบังคับการประชุม สนช.ปี 2549 มาปรับปรุงเบื้องต้นตามมติที่ประชุมผู้บริหารหลังจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มีผลบังคับใช้ มาให้ที่ประชุมได้พิจารณา ใช้เวลาประชุมเพียง 30 นาที
เบื้องต้นได้ข้อสรุปว่าร่างข้อบังคับดังกล่าวจะถูกนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม สนช.ในสัปดาห์หน้า เพื่อให้ที่ประชุมตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างข้อบังคับฉบับนี้ ก่อนเสนอให้ที่ประชุม สนช.มีมติเห็นชอบต่อไป
สำหรับร่างข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติฯ ฉบับใหม่ มีเนื้อหาทั้งสิ้น 12 หมวด พร้อมบทเฉพาะกาล หากนับเป็นข้อจะมีทั้งสิ้น 169 ข้อเท่ากับฉบับเดิม แต่มีการแก้ไขถ้อยคำให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 เช่น เปลี่ยนคำว่า "คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ" เป็น "คณะรักษาความสงบแห่งชาติ" เป็นต้น
ส่วนประเด็นเกี่ยวกับ "การลงมติ" ในข้อบังคับข้อที่ 60 ซึ่งจะเกี่ยวข้องและมีผลต่อการการขาดสมาชิกภาพ สนช.ด้วยนั้น ระบุว่าในกรณีที่จะต้องมีมติของสภา ให้ประธานขอให้ที่ประชุมสภามีสัญญาณให้สมาชิกทราบเพื่อแสดงตนก่อนลงมติ เฉพาะประเด็นนี้ได้ยกร่างไว้ 3 แบบเพื่อให้ สนช.ได้พิจารณา คือ
แบบที่ 1 หากสมาชิกไม่แสดงตนเพื่อลงมติในที่ประชุมสภาเกินหนึ่งในสี่ของจำนวนครั้งที่มีการลงมติทั้งหมดในรอบระยะเวลา 120 วัน ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงตามมาตรา 9(5) ของรัฐธรรมนูญ
แบบที่ 2 หากสมาชิกไม่แสดงตนเพื่อลงมติเกินหนึ่งในสี่ของจำนวนครั้งที่มีการลงมติทั้งหมดต่อการประชุมครั้งหนึ่ง ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลง
แบบที่ 3 หากสมาชิกไม่แสดงตนเพื่อลงมติในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนดเกินหนึ่งในสี่ของจำนวนครั้งที่มีการลงมติทั้งหมดต่อการประชุมครั้งหนึ่ง ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลง
ส่วนการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กระทำกิจการใด พิจารณาสอบสวน หรือศึกษาเรื่องใดๆ นั้น ในส่วนของคณะกรรมาธิการสามัญยังคงมีจำนวน 21 คณะ แต่ลดจำนวนกรรมาธิการจากไม่เกิน 13 คน เป็นไม่เกิน 11 คน รวมทั้งยังให้มีคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ "วิป สนช." ขึ้นด้วย โดยให้มีจำนวนไม่เกิน 35 คน
นอกจากนั้น ในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแต่ละฉบับที่รับหลักการในวาระ 1 แล้ว มีการเพิ่มสัดส่วนให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หรือผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง สามารถเสนอชื่อบุคคลเข้าเป็นกรรมาธิการได้ไม่เกินหนึ่งในห้าของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมดด้วย
ขณะเดียวกัน ยังเพิ่มหมวด 7/1 เรื่องการเสนอและพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ตามมาตรา 46 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ซึ่งเกี่ยวข้องกับขั้นตอนและวิธีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับใหม่) ที่คณะรัฐมนตรี และ คสช.มีมติร่วมกันให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ได้ โดยให้ส่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมต่อ สนช.เพื่อให้ความเห็นชอบ
ทั้งนี้ เนื้อหาส่วนที่เป็นไฮไลท์และสอดรับกับสถานการณ์ในระยะเฉพาะหน้ามากที่สุด คือ หมวด 8/1 การพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี เป็นข้อบังคับที่ 150/1-150/4 โดยให้สมาชิกมีสิทธิเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ 1 ชื่อ และบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อจะผ่านความเห็นชอบเป็นนายกฯได้ ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา (ถ้านับตัวเลขปัจจุบัน ต้องได้คะแนนโหวตเกิน 98 เสียง)
ส่วนการออกเสียงลงคะแนนเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ให้ลงคะแนนด้วยวิธีเปิดเผย โดยให้เรียกชื่อสมาชิกตามลำดับตัวอักษร ให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นรายคน แต่หากไม่มีบุคคลที่ถูกเสนอชื่อรายใดได้คะแนนเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่ง ให้ทำการลงคะแนนต่อ โดยผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดในการลงคะแนนครั้งต่อไป จะได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี





