"ทีซีซีแลนด์"ยอมจ่ายชดเชย40คูหา รายละ1-1.5ล้านบาท แลกดีเดย์รื้อถอนโซนแรกบริเวณตลาดปีระกา15ต.ค.นี้
การเจรจาระหว่างทีซีซีแลนด์ ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี และชุมชนเวิ้งนาครเขษม เพื่อร่วมมือหาแนวทางพัฒนาพื้นที่บริเวณดังกล่าว ตามโมเดลการปรับปรุงอาคาร เพื่อสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจให้คุ้มค่ากับมูลค่าที่ดินที่ทีซีซีแลนด์ซื้อต่อจากราชตระกูลบริพัตรในราคาเกือบ 5,000 ล้านบาท เนื้อที่ 41 ไร่ 1 งาน 91 ตารางวา บนเงื่อนไขต้องรักษาจิตวิญญาณมรดกย่านการค้าเก่าแก่ของชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนแห่งนี้ไว้
การเจรจาล่วงเลยเป็นเวลา 3 ปี กระทั่งทีซีซีแลนด์ยอมถอย เก็บรักษาอาคารเก่า 75% และทุบทิ้ง 25% เพื่อสร้างอาคารจอดรถ ส่วนอาคารที่เหลืออีก 300 กว่าคูหาจะดัดแปลงเป็นร้านค้าให้เช่าชั้น 1 และชั้น 2 ส่วนชั้น 3 ขึ้นไปเป็นบูทีค โฮเทล โครงการถูกแบ่งการปรับปรุงเป็น 4 โซน ใช้เวลารวม 5 ปีในการปรับปรุงพื้นที่ เริ่มต้นในปี 2558-59 ในโซน 1 ต่อด้วยโซน 2 ในปี 2560 โซน 3 ในปี 2561 และโซน 4 ในปี 2562
นายสมศักดิ์ ทรงธรรมากุล ประธานชุมชนเวิ้งนาครเขษม เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาทีซีซีแลนด์ร่วมกับกรรมการเวิ้งฯ และผู้ค้าทั้งหมดกว่า 200 ราย จากอาคารทั้งหมด 400 คูหา หารือข้อสรุปแนวทางการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน ตาม 8 ข้อตกลงที่ตกลงกันได้แล้ว จากจำนวนข้อเรียกร้อง 9 ข้อ ได้แก่
1.รักษาจิตวิญญาณและวิถีชุมชน จัดหาที่อยู่ในเวิ้งฯสำหรับผู้ค้าที่ต้องการพักอาศัย 2.ให้สิทธิ์ลูกบ้านเวิ้งฯเช่าพื้นที่ชั้น 1 กับชั้น 2 ยกเว้นโซนริมถนนเยาวราช กับโซนที่จอดรถเช่าได้ชั้น 1 ชั้นเดียว 3.ชั้น 2 ของที่จอดรถให้ค้าขายเล็กๆน้อยๆ ได้ 4.จัดดูแลมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับพื้นที่ในชุมชน 5.ไม่เก็บค่าเช่า 3 เดือนสุดท้ายและ 3 เดือนแรกของการย้ายออกและย้ายเข้าพื้นที่ในระหว่างการปรับปรุงอาคาร 6.ปรับปรุงระบบไฟฟ้า สุขาภิบาล ตรวจสอบความปลอดภัย ของห้องชั่วคราวให้เสร็จภายในเดือนก.ค.
7.ช่วงก่อสร้างให้ลดค่าเช่า 20% เฉพาะโซนที่ได้รับผลกระทบ ส่วนโซนอื่นๆ ไม่ลดแต่จะไม่ขึ้นราคา 8.ลดค่าเช่าให้ผู้ค้าเดิม 30% จนถึงชั่วลูกชั่วหลาน (จากที่ขอไป 40% นาน 20 ปี) ให้คนอื่นเช่าช่วงต่อได้ และข้อ 9 ซึ่งยังไม่ได้รับการตอบรับตามข้อเรียกร้องของชุมชนเวิ้งฯ คือ ขอให้โซน1 (ตลาดปีระกา) เริ่มย้ายออกในวันที่ 20 มีนาคมปี 2558 (หลังตรุษจีน) แต่ทีซีซีแลนด์ต้องการส่งผู้รับเหมาเขารื้อถอนในวันที่ 15 ต.ค.นี้
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อทีซีซีแลนด์และชุมชนเวิ้งฯ บรรลุ 8 ข้อตกลงร่วมกัน จึงเห็นร่วมกันกับกรรมการชุมชนเวิ้งฯว่าจะลงนามข้อตกลงดังกล่าว พร้อมจัดแถลงข่าวให้สาธารณชน สังคมและสื่อมวลชนรับทราบข้อตกลงร่วมกัน และร่วมเป็นสักขีพยาน ซึ่งถือเป็นมติของเสียงส่วนใหญ่ของชุมชนเวิ้งฯในการประชุมร่วมกันครั้งล่าสุด
จ่ายเงินชดเชย1-1.5ล้านแลกย้ายออก
เขายังกล่าวว่า ทีซีซีแลนด์ตอบสนองทุกข้อยกเว้นข้อเสนอให้เลื่อนการย้ายออกไปเป็นปีหน้า แต่มีการจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้ค้าโซน 1 (บริเวณตลาดปีระกา) จำนวน 40 คูหา มูลค่า 1-1.5 ล้านบาทต่อคูหาแลกกับการย้ายออกจากพื้นที่ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่รวบรัดจึงมีผู้ค้าบางรายไม่พร้อมหาพื้นที่ใหม่ หรือโยกย้ายไปอยู่พื้นที่ที่จัดหาไว้ให้ อีกทั้งผู้เช่าโซน 1 ส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย ขายอาหาร และใช้ตึกเป็นที่พักอาศัยเป็นหลัก
“การให้โซน 1 ถือว่าเป็นการให้ที่เกินข้อตกลงที่เป็นรายละเอียดที่เจรจาโดยตรงกับทีซีซีแลนด์ ที่ให้เพราะถือเป็นการช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมสำหรับผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ไม่ประสงค์จะอยู่ต่อที่ได้รับผลกระทบจากการต้องย้ายออกจากเวิ้งฯ ในครั้งนี้ ก็ให้เพื่อเป็นน้ำใจที่จะมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน แต่สำหรับโซนอื่นทางทีซีซีแลนด์พูดชัดว่า ไม่มีนโยบายจะให้เงินชดเชย รวมถึงคณะกรรมการก็ไม่ได้ต่อสู้เพื่อเรียกร้องเงินเป็นหลัก ที่เราต่อสู้มาโดยตลอด 3 ปีเพราะต้องการรักษาคุณค่าประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณความเป็นเวิ้งฯและต่อสู้ให้กับคนที่รักเวิ้งผู้ที่ยังต้องการจะอยู่ค้าขายในเวิ้งได้อยู่ในเวิ้งได้ต่อไป”
'ฮงเซ็ง' หวั่นเช่าแพงกว่าซื้อที่ดินใหม่
ด้านจารุวรรณ ดุริยภัณฑ์ปกรณ์ เจ้าของร้านฮงเซ้งมิวสิค แอนด์ ซัน จำกัด หนึ่งในคณะกรรมการชุมชนเวิ้งนาครเขษม ประเมินว่า แม้ทีซีซีแลนด์ จะยินยอมชุมชนในหลายด้านตามข้อเรียกร้องของชุมชน แต่หากพิจารณาในรายละเอียดจะเห็นว่าเป็นเรื่องยากที่จะดำเนินธุรกิจร่วมกับการพักอาศัย จากต้นทุนที่สูงมากขึ้น นอกจากนี้ยังไม่แน่ใจว่าโมเดลใหม่ที่ทีซีซีแลนด์ พัฒนาขึ้นมาจะสร้างการเติบโตให้ธุรกิจมากน้อยแค่ไหน
เนื่องจากโมเดลใหม่จะเปลี่ยนรูปแบบค้าขายเป็นระบบห้างสรรพสินค้า ไม่สามารถเก็บสต็อกสินค้าได้ในปริมาณมากเช่นเดิม อีกทั้งสินค้าที่จำหน่ายเป็นสินค้าชิ้นใหญ่ หากจะเก็บสต็อกสินค้าก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพราะคิดอัตราค่าเช่าต่อตารางเมตรสูงมาก อีกทั้งยังไม่อนุญาตให้รถเข้ามาในพื้นที่ ทั้งๆผู้ค้ามีความจำเป็นต้องขนส่งสินค้า นอกจากนี้ยังไม่มีห้องน้ำในตัว ก็เป็นเรื่องยากสำหรับผู้สูงอายุในเวิ้งฯ จะอยู่อาศัย
“พี่รักเวิ้งฯ ต้องการจะอยู่แต่เมื่อคำนวณดูแล้วหากตารางเมตรละ 2,000 บาท ที่ว่ากันเมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ในปีที่ 6-7 จะเริ่มคิดในอัตรานี้ ก็เท่ากับว่าพี่ต้องจ่ายเดือนละ 7 หมื่นบาท ในคูหาพื้นที่ 35 ตารางเมตร ลดให้ 30% เหลือคูหาละ 49,000 บาท ของพี่มี 8 คูหาก็ต้องจ่ายถึงเดือนละ 392,000 บาทต่อเดือน ราคาเกือบสี่แสนต่อเดือนที่พี่ต้องจ่ายแล้วคิดว่าพี่จะอยู่ได้ไหม ยังไม่รวมค่าเก็บสต็อก และค่าที่พัก ทุกอย่างล้วนเป็นเงินต่อไป เราจ่ายขนาดนี้เราไปซื้อตึกหรือที่ดินเป็นของตัวเองดีกว่า ที่ให้ลูกหลานมาถือสิทธิ์ในราคาที่แพง ที่ไม่รู้ว่าปีจะแพงกว่านี้อีกไหวในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ที่ตอนนี้ก็กินบุญเก่ามาตลอด ดังนั้นอาจจะเก็บสิทธิ์ไว้เพียงบางส่วน” กรรมการเวิ้งฯ กล่าว





