สบน.ประเมินปี63หนี้รัฐลดเหลือ40%

สบน.ประเมินหนี้สาธารณะต่อจีดีพีทยอยลดลงเหลือ40% ในปี 2563 ชี้ผลจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดันเศรษฐกิจโตปีละ 4%
นายสุวิชญ โรจนวานิช ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) เปิดเผยว่า สบน.ได้ประเมินภาระหนี้สาธารณะต่อจีดีพีระยะ 5 ปี หลังการลงทุนตามยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทยมูลค่า 2.4 ล้านล้านบาท โดยผลของการลงทุนดังกล่าวจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีทยอยลดลงเหลือ 40 % ในปี 2563
ทั้งนี้ สบน.ประเมินว่า ในปี 2558 หนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะอยู่ที่ 47% , ปี 2559 อยู่ที่ 46% , ปี 2560 อยู่ที่ 45% , ปี 2561 อยู่ที่ 44% , ปี 2562 อยู่ที่ 42% , และ ปี 2563 อยู่ที่ 40% ขณะที่ ปัจจุบัน ณ เดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา หนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ 46.60% หรือเท่ากับ 5.642 ล้านล้านบาท
เขากล่าวว่า กรอบความยั่งยืนทางการคลัง กระทรวงการคลังได้กำหนดให้ภาระหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของรัฐบาลจะต้องไม่เกิน 60%ต่อจีดีพี แต่สบน.กำหนดกรอบภายในที่เข้มงวดขึ้น โดยกำหนดให้ภาระหนี้สาธารณะต่อจีดีพีไม่เกิน 50 % เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ภาระหนี้ลุกลามอย่างรวดเร็ว เพราะหากแตะในระดับเกินกว่า 50% อาจลุกลามจนกระทั่งทะลุเพดานที่กำหนด
ทั้งนี้ การประเมินภาระหนี้ต่อจีดีพีดังกล่าว อยู่ภายใต้การขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยภายใต้แผนการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของรัฐบาล ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลังหรือสศค.ได้ประเมินว่า การขยายตัวเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับที่ 7% โดยมีเงินเฟ้อเฉลี่ยที่ 3% และ เป็นจีดีพีที่แท้จริง 4%
เขากล่าวด้วยว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้มอบนโยบายในการจัดหาแหล่งทุนเพื่อใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมวงเงิน 2.4 ล้านล้านบาทระยะ 8 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2558-2565 โดยขอให้มีสัดส่วนเงินลงทุนที่จะมาจากเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้มากที่สุด ซึ่งขณะนี้ สบน.อยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อสรุปในแง่ของแหล่งทุนที่จะนำมาใช้
เขากล่าวว่า โครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมเกือบทั้งหมดนั้น จะขึ้นอยู่กับหน่วยงานราชการ คือ กระทรวงคมนาคม ซึ่งส่วนนี้ ทางคสช.เห็นว่า ควรที่จะจัดให้งบลงทุนมาจากงบประมาณประจำปี อย่างไรก็ดี ในส่วนของการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจต่างๆ เช่น การลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายต่างๆ หรือ การลงทุนก่อสร้างทางคู่ของรถไฟจำนวน 6 สาย ในส่วนนี้ จำเป็นต้องใช้เงินกู้ เพราะถือเป็นวงเงินที่มีขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม แหล่งทุนที่มาจากการร่วมลงทุนของภาคเอกชน หรือ จากการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานนั้น ก็ถือว่า เป็นหนึ่งในแหล่งทุนที่สำคัญ โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจหรือสคร.เป็นผู้รับผิดชอบหลักเกณฑ์และรายละเอียดของแหล่งทุนดังกล่าว
เขากล่าวว่า ด้วยนโยบายการให้น้ำหนักแหล่งทุนที่มาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีดังกล่าว อาจทำให้เป้าหมายการจัดทำงบประมาณแบบสมดุลในปี 2560 ต้องเปลี่ยนไป ซึ่งขึ้นอยู่กับรัฐบาลที่บริหารประเทศในขณะนั้นว่า จะเลือกให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายเป็นแบบขาดดุลหรือสมดุล โดยขณะนี้ รูปแบบการจัดทำงบประมาณยังอยู่ในลักษณะขาดดุลจนถึงปี 2559 และสมดุลในปี 2560
ทั้งนี้ ในความเห็นของสบน.นั้น ควรที่จะคงเป้าหมายสมดุลดังกล่าวไว้ โดยรัฐบาลมีทางเลือกที่จะลดงบลงทุนในรายการอื่น ที่ไม่ใช่เป็นรายการตามแผนยุทธศาสตร์ด้านโครงสร้างพื้นฐาน หรือใช้วิธีการลงทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และให้เอกชนร่วมลงทุน ซึ่งจะทำให้สามารถคงเป้าหมายงบประมาณสมดุลดังกล่าวได้




