คมนาคม เตรียมยื่นแผนฟื้นฟู"บินไทย -รฟท. -ขสมก." ต่อซูเปอร์บอร์ดเร็วๆ นี้ ขณะที่รฟท. ยื่น 4 แนวทางฟื้นฟู
นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ส่งแผนฟื้นฟูกิจการมาให้กระทรวงคมนาคมแล้ว คาดว่าจะพิจารณาในสัปดาห์นี้ จากนั้นจะเสนอให้คณะอนุกรรมการพิจารณาและกลั่นกรองแผนการแก้ไขปัญหาของรัฐวิสาหกิจพิจารณา เพื่อนำเสนอคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ดต่อไป
สำหรับแผนฟื้นฟูการบินไทยซึ่งจะลดรายจ่ายให้ได้ 4,000 ล้านบาท และเพิ่มรายได้อีก 3,000 ล้านบาท โดยมีมาตรการลดรายจ่ายจะปรับลดเที่ยวบินระยะทางบินมากกว่า 8 ชั่วโมง ที่มีจำนวนผู้โดยสารน้อย การจัดทำโครงการเกษียณอายุงานก่อนกำหนด (เออร์ลีรีไทร์) เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ปัจจุบันการบินไทยมีพนักงาน 26,000 คน มีเป้าหมายจะเจรจาพนักงานที่ไม่มีหน้าที่ประจำ รวมถึงพนักงานที่ป่วยให้เข้าร่วมโครงการก่อนอันดับแรก เบื้องต้นกำหนดปีแรกไว้ที่ 900 คน
ส่วนการเพิ่มรายได้ ได้ดำเนินการย้ายสายการบินไทยสมายล์ บริษัทลูกของการบินไทยจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปท่าอากาศยานดอนเมืองแล้ว โดยจะให้ความสำคัญกับเส้นทางบินในภูมิภาคเป็นหลัก โดยเฉพาะตลาดจีนและญี่ปุ่น ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูง โดยจะเพิ่มความถี่เที่ยวบินเส้นทางที่มีผู้โดยสารหนาแน่น เพื่อเสริมรายได้ให้กับการบินไทย
สำหรับแผนฟื้นฟูรฟท.ก่อนหน้านี้ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการรฟท.ระบุว่าบอร์ดรฟท. มีมติเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการรฟท.หลังจากที่ฝ่ายบริหารได้จัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม โดยแผนฟื้นฟูมีระยะเวลา 10 ปี (2557-2567) โดยมี 4 แนวทาง ประกอบด้วย 1. รัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และรับภาระการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอดีตทั้งหมด พบว่าจะทำให้ รฟท.มีกำไรก่อนหักภาษีและค่าเสื่อม (EBIDDA) เป็นบวกที่ 163 ล้านบาทในปีที่ 6 (ปี 2562) แต่ยังไม่มีกำไรสุทธิในระยะ 10 ปีของแผนฟื้นฟู
2. รัฐรับภาระตามแนวทางที่ 1 บวกกับรับภาระการขาดทุนสะสมจากการดำเนินงาน ภาระบำนาญ พบว่า EBIDDA เป็นบวกที่ 163ล้านบาทในปีที่ 6 (ปี 2562) ในระยะ 10 ปีของแผนฟื้นฟูจะยังขาดทุนสุทธิที่ 2,400 ล้านบาท 3.รัฐรับภาระตามแนวทางที่ 1 และ 2 โดยให้ปรับค่าโดยสารให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ซึ่ง EBIDDA จะเป็นบวกที่ 163 ล้านบาท ในปีที่ 6 (ปี 2562) ในระยะ 10 ปีของแผนฟื้นฟู ยังไม่มีกำไรสุทธิและไม่ขาดทุนสุทธิเช่นกัน
4. รัฐรับภาระการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตามแนวทางที่ 1, 2, 3 ซึ่งจะทำให้ภาระหนี้สินของ รฟท.ทั้งหมด 109,317 ล้านบาทเป็นศูนย์โดยรัฐสนับสนุนงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน การซ่อมบำรุง พบว่า รฟท.มีกำไรก่อนหักภาษีและค่าเสื่อม เป็นบวกที่ 163 ล้านบาทในปีที่ 6 (ปี2562) และจะมีกำไรสุทธิในปี 7 (ปี 2563) จำนวน 2,668 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม บอร์ดเห็นว่าแนวทางที่ 4 เป็นแนวทางดีที่สุดสามารถลบหนี้ให้เป็นศูนย์ โดยจะเสนอเรื่องไปยังกระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณาและหารือกับกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก่อนเสนอให้คนร.ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน





