"พล.ต.อ.เอก"สั่งพิสูจน์ข้อเท็จจริงคดีอุ้มบุญ จ่อเอาผิดทันทีหากเข้าข่ายค้ามนุษย์
พล.ต.อ.เอก อังศนานนท์ รอง ผบ.ตร.กล่าวถึงความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนคดีอุ้มบุญว่า จะต้องมีการสืบสวนพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้น เพื่อตรวจสอบเข้าข่ายการกระทำความผิดการค้ามนุษย์หรือไม่ หากตรวจพบมีความผิดก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย เนื่องจากการกระทำดังกล่าวไม่ถูกต้องตามหลักการทำกิฟฟ์ทางการแพทย์ โดยเบื้องต้นสั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบังคับการตำรวจนครบาล 4 และหน่วยงานที่รับผิดชอบการค้ามนุษย์ ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว หากพบมีความผิดจะดำเนินคดีในทันที
ด้านพล.ต.ต.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ รอง ผบช.น. ดูแลงานด้านการสืบสวน กล่าวว่า จากการตรวจสอบสถานที่ที่มีการรับทำกิฟฟ์ สำหรับผู้มีบุตรยากในพื้นที่ กทม.ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งสถานพยาบาล และคลินิกของรัฐ และเอกชน จำนวน 45 แห่ง ส่วนที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายลักลอบกระทำผิด จะต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมด ตอนนี้สั่งการเร่งรัดตรวจสอบแล้ว หากพบว่ามีการปิดบัง ซ่อนเร้น เอกสารก็จะถือว่ามีความผิดด้วย
พล.ต.ต.ฐิติราช กล่าวต่อว่า ในส่วนของชายชาวญี่ปุ่นนั้น ตามที่เป็นข่าวว่าอาจเป็นเจ้าของน้ำเชื้อ และทำเด็กอุ้มบุญมากกว่า 13 คนนั้น ขณะนี้ยังไม่ชัดเจน แต่กำลังตรวจสอบทั้งหมด โดยในส่วนของทนายความของชาวญี่ปุ่น รับปากว่าจะนำตัวเพื่อให้มาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยกำชับว่า ให้นำเด็กทั้ง 3 คนที่ออกจากประเทศไปก่อนหน้านี้ มายืนยันด้วยว่า เด็กยังปกติดีหรือไม่ คาดว่าหลังจากวันหยุดยาวก็คงเข้าพบเจ้าหน้าที่ เพราะได้บอกทนายความผ่านไปแล้วว่า หากมีความบริสุทธิ์ใจ และคิดว่าไม่ได้ทำอะไรผิดก็ขอให้เข้ามาพุดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อทำความเข้าใจ และเพื่อทราบจุดประสงค์ที่ชัดเจนในการนำตัวเด็กออกไปโดยมีการอุ้มบุญจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.เอก ได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมมือกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกระทรวงสาธารณสุข ตรวจสอบรายละเอียดข้อมูลข้อเท็จจริงต่างๆอย่างละเอียด รวมถึงตรวจสอบบัญชีรายชื่อแพทย์ที่ทำหน้าที่ในการรับทำเด็กอุ้มบุญมาตรวจสอบในส่วนที่ต้องสงสัย และเอกสารสำคัญต่างๆ ทั้งสูติบัตรที่ต้องประสานทางเขต และอื่นๆ เพื่อนำไปถึงตัวพ่อเด็ก หญิงที่ทำการตั้งครรภ์ แพทย์เจ้าของไข้และอื่นๆ แต่ก็ต้องขอเวลาเจ้าหน้าที่ตำรวจในการรวบรวมพยานหลักฐานด้วย
ขณะที่ พ.ต.อ.นภันวุฒิ เลี่ยมสงวน ผกก.ดส. กล่าวว่า ขณะนี้ทาง กก.ดส.ยังไม่มีการตรวจสอบสถานพยาบาล หรือคลินิกเพิ่มเติมแต่อย่างใด เนื่องจากต้องรอข้อมูลการสอบปากคำเพิ่มเติมของพนักงานสอบสวน สน.ลาดพร้าว ก่อน โดยจะต้องทำการสอบปากคำเพิ่มจากผู้เกี่ยวข้องรวมถึงแม่เด็กอุ้มบุญทั้ง 9 รายว่า มีสถานพยาบาลหรือคลินิกใดเกี่ยวข้องอีกหรือไม่ เพื่อให้พนักงานสอบนำข้อมูลดังกล่าว ส่งให้ชุดสืบสวนลงพื้นที่เพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบว่าคลินิกที่ได้รายชื่อมานั้น มีความเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวหรือไม่ และจะเป็นคลินิกที่ทำการช่วยการเจริญพันธุ์โดยการปฏิสนธินอกร่างกายหรือไม่ อย่างไรก็ตาม สำหรับที่เป็นคลินิกเถื่อนดำเนินการลักษณะช่วยอุ้มบุญนั้น คาดว่าน่าจะมีมากกว่า 10 แห่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้เวลา 13.30 น.ทนายความของชาวญี่ปุ่นจะนำตัวผู้ที่เกี่ยวข้องเดินทางเข้าให้ปากคำพนักงานสอบสวน สน.วังทองหลาง





