สนช.มติเอกฉันท์เลือก"พรเพชร" นั่งประธาน ประกาศลุยงานกฎหมาย นำประเทศสู่ประชาธิปไตยมีเลือกตั้งในอนาคตอันใกล้
นางนรรัตน์ พิมเสน เลขาธิการวุฒิสภา เปิดเผยเมื่อวานนี้ (8 ส.ค.) ว่า หลังจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ลงมติเลือกประธานและรองประธานสนช.คนที่ 1-2 เรียบร้อยแล้ว ทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจะส่งรายชื่อและประวัติของ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่หนึ่ง และ นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช.คนที่สอง ให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายในวันที่ 8 ส.ค.เพื่อประสานไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯต่อไป
การประชุม สนช.ครั้งที่ 1/2557 ซึ่งมีวาระการเลือกประธานและรองประธาน สนช. เป็นไปอย่างคึกคัก โดยมี นายสมพร เทพสิทธา สนช.ที่อาวุโสสูงสุด อายุ 89 ปี ทำหน้าที่เป็นประธานชั่วคราวในที่ประชุม
อย่างไรก็ดี ระหว่างการประชุมเกิดความวุ่นวายขลุกขลักขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากนายสมพรในฐานะประธาน ตั้งคำถามในการลงมติไม่ชัดเจน และยังไม่เข้าใจข้อบังคับการประชุม ทำให้สมาชิกเกิดความสับสน อีกทั้งเมื่อมีการเสียบบัตรลงคะแนน สมาชิกบางส่วนซึ่งเป็นหน้าใหม่ของสภาไม่เข้าใจวิธีการเสียบบัตรลงคะแนน ทำให้ผลการลงมติที่ออกมา มีคะแนนหายไปจำนวนมาก และเสียเวลาแก้ไขกระบวนการลงคะแนนนานนับชั่วโมง
อย่างไรก็ดี เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ สนช. อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้เสนอชื่อ นายพรเพชร วิชิตชลชัย เป็นประธาน สนช.โดยไม่มีสมาชิกเสนอชื่อบุคคลอื่น ที่ประชุมจึงเห็นชอบให้นายพรเพชรเป็นประธาน สนช. ท่ามกลางเสียงปรบมือลั่นห้องประชุม โดยนายพรเพชรได้ลุกขึ้นไหว้ขอบคุณสมาชิกในห้องประชุม
จากนั้นที่ประชุมได้เลือกรองประธาน สนช.ทั้งสองคน โดย พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สนช. เสนอชื่อ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย เป็นรองประธาน สนช.คนที่หนึ่ง โดยไม่มีสมาชิกเสนอชื่อบุคคลอื่นเข้าร่วมแข่งด้วย ที่ประชุมจึงมีมติให้นายสุรชัยเป็นรองประธาน สนช.คนที่หนึ่ง ต่อจากนั้น นายสมชาย แสวงการ สนช. ได้เสนอชื่อนายพีระศักดิ์ พอจิต เป็นรองประธาน สนช.คนที่สอง โดยไม่มีสมาชิกเสนอชื่อบุคคลอื่นเช่นกัน ที่ประชุมจึงมีมติให้นายพีระศักดิ์เป็นรองประธาน สนช.คนที่สอง โดยมีเสียงปรบมือแสดงความยินดีจากสมาชิกทั้งห้องประชุม ใช้เวลาการเลือกประธานและรองประธาน สนช.ไม่ถึง 5 นาที
"พรเพชร"ขอนำประเทศสู่ ปชต.
นายพรเพชร กล่าวว่า มั่นใจว่าจะได้รับความร่วมมือจาก สนช.ในการทำงานตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 นำประเทศไทยไปสู่การมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ มีกฎหมาย มีรัฐธรรมนูญ และนำประเทศไปสู่การเลือกตั้งในอนาคตอันใกล้ ขอปฏิญาณตนว่าจะดำเนินการในที่ประชุมด้วยการรับฟังความเห็นจากสมาชิกทุกเรื่อง ขอให้ไม่ต้องเกรงใจ สามารถเข้าพบตนได้ตลอดเวลา
ขณะที่ นายสุรชัย กล่าวว่า จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ตามคำที่ปฏิญาณต่อสภา และจะนำประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เช่นเดียวกับ นายพีระศักดิ์ ที่บอกว่า จะร่วมมือทำงานกับประธานและรองประธาน สนช.คนที่หนึ่ง
แจง"ที่ปรึกษาบิ๊กตู่"ไม่ใช่ตำแหน่งทางการ
ภายหลังปิดประชุม สนช. นายพรเพชร ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวอีกครั้งหนึ่ง โดยบอกว่า การที่ สนช.มีมติเอกฉันท์เลือกตนเป็นประธาน สนช. ถือเป็นความเชื่อมั่นว่า สนช.ต้องการแสดงความเป็นเอกภาพเพื่อพัฒนางานด้านกฎหมายในเวลาที่จำกัดให้เกิดความเข้าใจและเป็นไปอย่างดีที่สุด
ส่วนที่มองว่าเป็นที่ปรึกษาหัวหน้า คสช.อยู่ด้วยนั้น นายพรเพชร กล่าวว่า ตำแหน่งที่ปรึกษาหัวหน้า คสช. ไม่ได้มีประกาศแต่งตั้ง ไม่ใช่ตำแหน่งทางการ ทาง คสช.จึงไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งยกเลิก แต่ คสช.สามารถปรึกษาตนได้เฉพาะเรื่องเฉพาะคราว เช่น การยกร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ผ่านมา
ควบเก้าอี้ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ขัด ก.ม.
กรณีที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ยื่นเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาคุณสมบัติการเป็น สนช.ส่อขัดรัฐธรรมนูญ เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ประธาน สนช.คนใหม่ กล่าวว่า ถือเป็นประเด็นข้อกฎหมาย ต้องดูว่า นายศรีสุวรรณ มีอำนาจยื่นหรือไม่ ซึ่งจะมีองค์กรพิจารณาเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่ก็ยอมรับว่ามีปัญหา
"ผมเองก็มีตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินอยู่ด้วย แต่คงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการวินิจฉัยเรื่องนี้ ส่วนแนวคิดการลาออกจากตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งหรือไม่ ผมคิดว่าการที่ผมมี 2 ตำแหน่ง ในชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ผมก็ทำงานหลายตำแหน่งในเวลาเดียวกันมาตลอด แต่ที่สำคัญการทำงานหลายตำแหน่งต้องไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย การดำรงตำแหน่งของผมในฐานะ สนช.ก็ไม่ขัดต่อกฎหมาย เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 41 ส่วนการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผมกำลังพิจารณาอยู่ เพราะอาจเกิดปัญหาการทับซ้อนกันเนื่องจากเป็นองค์กรอิสระที่ต้องตรวจสอบ สนช. โดยอาจต้องเลือกตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง"
จ่อนัดประชุมเลือกนายกฯ
สำหรับกระบวนการดำเนินการนัดประชุมเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น นายพรเพชร กล่าวว่า จะกระทำได้ต่อเมื่อมีการโปรดเกล้าฯตำแหน่งประธาน สนช.ก่อน จากนั้นจะพิจารณาโดยไม่ชักช้า แต่คงให้พูดชัดเจนไม่ได้ว่าจะเป็นงานแรกที่ สนช.ต้องทำหรือไม่ เพราะในระหว่างนี้หากมีเรื่องด่วนอื่นเข้ามาก่อนก็สามารถหยิบมาพิจารณาได้
ประธาน สนช. ยังกล่าวถึงการเตรียมการพิจารณาร่างกฎหมายว่า เมื่อ คสช.ส่งมาให้พิจารณา วิปของ สนช.จะเป็นผู้พิจารณาเรียงลำดับความสำคัญ โดยต้องคำนึงถึงความสำคัญที่รัฐบาลเรียงลำดับมาด้วย ขณะที่ปัญหาเรื่องอำนาจในการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งของ สนช. โดยเฉพาะบุคคลที่ยังค้างอยู่จากวุฒิสภาชุดก่อนนั้น ยังไม่ได้ศึกษาในรายละเอียด
อย่างไรก็ดี การที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ได้กำหนดประเด็นถอดถอนที่ได้รับเรื่องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่วนตัวเห็นว่า รัฐธรรมนูญไม่เคยเขียนรายละเอียดกระบวนการ ทั้งการแต่งตั้ง การให้ความเห็นชอบเรื่องต่างๆ และการถอดถอนอยู่แล้ว เพราะเป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
"ประยุทธ์"นำตบเท้าเบิร์ธเดย์"ประวิตร"
วันเดียวกัน ที่มูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ในพระบรมราชินูปถัมภ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานคณะที่ปรึกษา คสช. อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และอดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้เปิดโอกาสให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และหัวหน้า คสช. นำนายทหารระดับสูงในกองทัพบกเข้าอวยพร พล.อ.ประวิตร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบ 69 ปี ในวันที่ 11 ส.ค.ที่จะถึงนี้
สำหรับนายทหารที่เข้าร่วมตบเท้าอวยพร มีทั้งแกนนำ คสช. และนายทหารที่ได้ตำแหน่ง สนช. เช่น พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รอง ผบ.ทบ. พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. พล.อ.อักษรา เกิดผล เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) นอกจากนั้นยังมีที่ปรึกษา คสช.อย่าง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เข้าร่วมด้วย
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้นำกล่าวอวยพร จากนั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวให้พรว่า ขอขอบคุณทุกคนที่ได้เสียสละเวลามาอวยพรวันเกิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งท่านมีเวลาน้อย แต่อุตส่าห์ให้เกียรติมาอวยพรในวันนี้
เปรยเป็น"คนนอก-ผู้ชราของบ้านเมือง"
"ผมมีความภาคภูมิใจและประทับใจอย่างยิ่งที่ทุกคนกรุณากับผมมาโดยตลอด โดยเฉพาะหัวหน้า คสช. ผมเองอายุมากแล้ว แต่ก็มีบุญมากที่ได้ยืนอยู่ถึงทุกวันนี้ อีกทั้งได้เห็นน้องๆ ทุกคนที่ยังรับราชการอยู่ได้เสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง ผมไม่รู้ว่าจะพูดว่าเสียสละอะไร เสียสละแม้กระทั่งชีวิต และทุ่มเทกำลังกายกำลังใจในการทำงานเพื่อประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์และประชาชนที่พวกเราทุกคนคาดหวังไว้ในอนาคต"
"ที่ผ่านมาบ้านเมืองมีสถานการณ์ความขัดแย้ง ถ้าวันนั้นหัวหน้า คสช.และน้องๆ ทุกคนไม่ตัดสินใจในการดำเนินการ บ้านเมืองก็ไม่เป็นสุขอยู่อย่างนี้ ผมเป็นคนนอก ได้เห็นการทำงานก็มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นน้องๆ ทุกคนร่วมมือร่วมใจกันในการที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความเจริญ ความผาสุกของบ้านเมือง และประชาชน ทำไปเถิดครับ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำไปนั้น เราทำภายใต้ความโปร่งใส ความตั้งใจที่จะทำให้ทุกคน ดังนั้นทำไปเลย ไม่ต้องคิดว่าจะถูกหรือผิด"
"เห็นว่า 2 เดือนกว่าที่เราได้ทุ่มเททำกันมานั้น บ้านเมืองเป็นอย่างไร ผมอายุ 69 ปีแล้ว จะขึ้น 70 ปี ถือว่าเป็นผู้ชราของบ้านเมือง ดูน้องๆ ทำงานเพื่อความเจริญของบ้านเมือง ความสงบสุขของประเทศชาติ ในอนาคตผมและประชาชนฝากความหวังไว้กับหัวหน้า คสช. และทุกคนที่กำลังบริหารประเทศในขณะนี้คงทำให้บ้านเมืองเจริญอย่างที่ทุกคนหวัง อย่างที่หัวหน้าคสช.ทำ ประชาชนทุกคนรออยู่ นี่คือความสุขที่แท้จริง"
พล.อ.ประวิตร กล่าวด้วยว่า มีบางคนไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ คสช.ดำเนินการ แต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อย ไม่มีรัฐบาลใดที่ใครชื่นชมเท่า คสช. มากกว่า 90%
"จะรอดูว่าวันนี้หัวหน้า คสช.จะพูดอะไร และอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมรอดูอยู่ข้างนอก แต่ได้เห็นมาในอดีตว่าการดำเนินการแบบนี้เคยทำมาเยอะ แต่ไม่เป็นแบบ คสช. ฉะนั้นหัวหน้าและกองทัพต้องภูมิใจว่าเวลานี้ทำงานให้กับประเทศชาติจริงจัง โดยตรงต่อประชาชน ผมไม่มีอะไรตอบแทนให้หัวหน้า คสช.และกำลังพล นอกจากผมและประชาชนขอขอบคุณที่ทำงานให้กับประเทศชาติ"





