พรเพชร มั่นใจสนช. เป็นเอกภาพ ลุยงานกฎหมาย ระบุพร้อมเลือกนายกฯโดยเร็วที่สุด
ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ว่าที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังได้รับเลือกจากสมาชิกสนช.ให้ดำรงตำแหน่งประธานสนช. ว่า การที่สนช.มีมติเอกฉันท์เลือกตนเป็นประธานสนช. ถือเป็นความเชื่อมั่นว่า สนช. ต้องการแสดงความเป็นเอกภาพ เพื่อพัฒนางานด้านกฎหมายในเวลาที่จำกัด ให้เกิดความเข้าใจและเป็นไปอย่างดีที่สุด ส่วนที่มองว่า ตนเป็นที่ปรึกษาหัวหน้าคสช.อยู่ด้วยนั้น ตำแหน่งที่ปรึกษานี้ คสช. ไม่ได้ประกาศแต่งตั้ง ไม่ใช่ตำแหน่งทางการ ทางคสช.จึงไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งยกเลิกแต่คสช.สามารถปรึกษาตนได้เฉพาะเรื่องเฉพาะคราว เช่นการร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา
นายพรเพชร กล่าวว่า แนวทางปฏิบัติของสนช. จะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 โดยหน้าที่สำคัญคือการพิจารณากฎหมาย ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็จะมีการตั้งกระทู้ถาม หรือเสนอข้อคิดเห็นไปยังรัฐบาล สำหรับภารกิจในการเสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อกราบบังคมทูลฯ ก็เป็นสิ่งที่สนช.ชุดนี้ต้องปฏิบัติ ส่วนกระบวนการดำเนินการนัดประชุมเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีการโปรดเกล้าฯตำแหน่งประธานสนช.ก่อน จากนั้นจะพิจารณาโดยไม่ช้า แต่คงให้พูดชัดเจนไม่ได้ว่าจะเป็นงานแรกที่สนช.ต้องทำหรือไม่ เพราะในระหว่างนี้หากมีเรื่องด่วนอื่นเข้ามาก่อน ก็สามารถหยิบมาพิจารณาได้ อย่างไรก็ตามลำดับของเรื่องที่ต้องพิจารณาต้องคำนึงถึงสิ่งที่คสช.ให้ความสำคัญ ทั้งนี้การดูแลองค์ประชุมรัฐธรรมนูญชั่วคราวได้มีมาตราการเข้มงวดถึงขนาดระบุว่าหาก สนช. ไม่เข้าร่วมประชุมตามที่กำหนด สนช. ถึงกับต้องพ้นตำแหน่ง
นายพรเพชร กล่าวถึงการเตรียมการพิจารณากฎหมาย ว่า เมื่อ คสช. ส่งมาให้พิจารณา วิปของสนช.จะเป็นผู้พิจารณาเรียงลำดับความสำคัญ โดยต้องคำนึงถึงความสำคัญที่รัฐบาลเรียงลำดับมาด้วย สำหรับเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ตนในฐานะประธานสนช.คงไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องมาก มีส่วนเพียงส่งตัวแทนสนช.เข้าไปร่วมคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับมติของที่ประชุมด้วย
ส่วนปัญหาเรื่องอำนาจในการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งของสนช. ที่ยังค้างอยู่จากวุฒิสภา นายพรเพชร กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ศึกษาในรายละเอียด แต่ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ระบุให้สนช.ทำหน้าที่ส.ส.และส.ว. แต่เรื่องที่จะเข้ามาสู่สนช.ได้ต้องมาจากครม.หรือสมาชิกสนช.เสนอเข้ามา หรือเป็นไปตามช่องทางกฎหมายที่เปิดให้เสนอเข้ามา แต่การที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ได้กำหนดประเด็นถอดถอนที่ได้รับเรื่องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ส่วนตัวเห็นว่า รัฐธรรมนูญไม่เคยเขียนรายละเอียดกระบวนการทั้งการแต่งตั้ง การให้ความเห็นชอบในเรื่องต่างๆ เป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ต้องเห็นชอบโดยวุฒิสภา สนช.ก็ทำหน้าที่วุฒิสภา
ผู้สื่อข่าวถามถึงการที่กฎหมายป.ป.ช. ไม่ได้ระบุถึงกระบวนการถอดถอน เพราะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่ถูกยกเลิกนั้น นายพรเพชร กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ศึกษารายละเอียด ว่าจะมีการเสนอเข้ามายังสนช.ในช่องไหน แต่เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่สนช. ต้องศึกษา ว่า มีช่องทางใดที่จะรับเรื่องบ้าง อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวจะต้องมีการพิจารณาแน่นอน
นายพรเพชร กล่าวถึงกรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ยื่นให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาคุณสมบัติการเป็นสนช.ส่อขัดรัฐธรรมนูญ เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ว่า ถือเป็นประเด็นข้อกฎหมายต้องดูว่า นายศรีสุวรรณ มีอำนาจยื่นหรือไม่ ซึ่งจะมีองค์กรที่จะพิจารณาเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่ก็ยอมรับว่ามีปัญหา ตนมีตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินอยู่ด้วย แต่ตนคงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการวินิจฉัยในเรื่องนี้ ส่วนแนวคิดการลาออกจากตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าการที่ตนมี 2 ตำแหน่งนั้น ในชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ตนก็ทำงานหลายตำแหน่งในเวลาเดียวกันมาโดยตลอด แต่ที่สำคัญการทำงานหลายตำแหน่งต้องไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
“การดำรงตำแหน่งของผมในฐานะสนช.ไม่ขัดต่อกฎหมาย เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 41 ส่วนประเด็นต่อไปซึ่งไม่ใช่เรื่องกฎหมาย แต่เป็นประเด็นอื่น เช่นเรื่องความเหมาะสม ความสามารถ การขัดกันแห่งผลประโยชน์ สิ่งเหล่านี้ผมกำลังพิจารณาอยู่ เพราะเปิดปัญหาการทับซ้อนกันระหว่างการเป็นองค์กรอิสระที่ต้องตรวจสอบสนช. โดยอาจต้องเลือกตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง ระหว่างตำแหน่งที่มีวาระเหลืออยู่อีก 4 ปี ตำแหน่งที่มีเกียรติมากที่สุด แต่ไม่มีปัญหา ผมไม่ทำในสิ่งที่ขัดต่อกฎหมาย หรือไม่ฝืนทำในสิ่งที่เป็นภาระหนักจนไม่ต้องทำอะไรเลย” นายพรเพชรกล่าว


