วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฟ้องกลับ'ธาริต-สุวิชัย'กล่าวหาอุ้มฆ่า'อัลลูไวรี'

"พล.ต.ท.สมคิด-พ.ต.ท.สุรเดช" ฟ้องกลับ "ธาริต เพ็งดิษฐ์-พ.ต.ท.สุวิชัย" กล่าวหาอุ้มฆ่า "อัลลูไวรี"

เมื่อเวลา 14.30 น. นางรัศมี ไวยเนตร ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตจเรตำรวจ และพ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี อดีตสวป.สภ.นครไทย จ.พิษณุโลก ร่วมกันเป็นโจทก์ที่ 1-2 ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสอ), พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดียุติธรรม ดีเอสไอ, พ.ต.ท.สุวิชัย แก้วผลึก หรือนายเกียรติกรณ์ แก้วเพชรศรี อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นพยานโจทก์ในคดีอุ้มฆ่านายโมฮัมเหม็ด อัลลูไวรี่ นักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานแจ้งความเท็จและปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

คำฟ้องโจทก์บรรยายความผิดจำเลยสรุปว่า โจทก์ทั้งสองถูกกล่าวหาว่าร่วมกันฆ่านายโมฮัมเหม็ด อัลลูไวรี่ นักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย และถูกฟ้องในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้โดยโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ต่อมาวันที่ 31 มี.ค.57 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง ซึ่งระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าวในชั้นสืบพยานโจทก์ อัยการไม่สามารถติดตามพ.ต.ท.สุวิชัย จำเลยที่ 3 ในฐานะพยานโจทก์มาเบิกความได้ โดยอ้างว่าพยานหลบหนีหมายจับคดีฆ่าผู้อื่น

กระทั่งศาลมีคำสั่งให้ตัดพยานปากพ.ต.ท.สุวิชัย จำเลยที่ 3 แต่ในระหว่างที่เกิดเหตุ มีน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2554 นางอินทรานี สุมาวงศ์ อัยการพิเศษฝ่ายกิจการต่างประเทศ และอัยการโจทก์ได้ส่งประเด็นไปสืบพยานโจทก์ปากพ.ต.ท.สุวิชัยที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ก่อนจะขอเปลี่ยนส่งประเด็นไปสืบพยานที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรต ต่อมาโจทก์ทั้งสองทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้สมคบกับนางอินทรานีและอัยการโจทก์ร่วมกันนำพ.ต.ท.สุวิชัย จำเลยที่ 3 เดินทางออกนอกประเทศเป็นการส่งประเด็นไปสืบพยานในช่องทางที่มิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ทั้งสองไม่มีโอกาสต่อสู้คดีตามสิทธิ์ ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้ร้องเรียนต่ออัยการสูงสุดให้ตรวจสอบกรณีดังกล่าว

นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 21 พ.ค.55 - 18 เม.ย.56 จำเลยที่ 1-2 ร่วมกันกลั่นแกล้งโดยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงาน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากถูกกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งสองข่มขู่พ.ต.ท.สุวิชัย จำเลยที่ 3 ไม่ให้มาเบิกความในฐานะพยาน เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองพาพยานไปสืบที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรต

โดยมีการทำหนังสือคุ้มครองพยานฉบับวันที่ 4 ก.ย.55 อันเป็นเท็จ ซึ่งหนังสือดังกล่าวทำขึ้นลงวันที่ย้อนหลังภายหลังจากจำเลยที่ 1 กับพวกได้นำพ.ต.ท.สุวิชัย จำเลยที่ 3 เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และจำเลยที่ 1-2 ร่วมกันยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวอันเป็นเท็จ โดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสองปฏิบัติผิดเงื่อนไขมีการข่มขู่พยาน ต่อมาวันที่ 1 พ.ค.56 ศาลมีคำสั่งยกคำร้องโดยวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้ข่มขู่พยานปากพ.ต.ท.สุวิชัย จำเลยที่ 3 ในคดีนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการร่วมกันแจ้งความเท็จต่อศาล ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย

การที่จำเลยที่ 1 กับพวกพาพยานโจทก์พ.ต.ท.สุวิชัย จำเลยที่ 3 หลบหนีออกนอกประเทศ เพื่อเป็นข้ออ้างขอให้ศาลอนุญาตส่งประเด็นไปสืบพยานต่างประเทศโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่กลับสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จปรักปรำว่าโจทก์ทั้งสองข่มขู่พยานจนต้องขอรับการคุ้มครองจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงเป็นการร่วมกันปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

รวมถึงการที่จำเลยที่ 1-2 ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวโจทก์ทั้งสองด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1-2 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137, 157 ประกอบมาตรา 83 ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ลงรายมือชื่อในคำร้องขอคุ้มครองพยานทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ามีข้อความเป็นเท็จ จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137, 157 ประกอบมาตรา 86 เหตุเกิดที่สนามบินสุวรรณภูมิ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และศาลอาญาทั้งนี้ ศาลรับคำฟ้องไว้ และนัดไต่สวนมูลฟ้องที่ 6 ต.ค.57 เวลา 9.00 น.