สศช.เตือน"ตลาดเงินโลก"ผันผวน แนะคสช.รับแผนกระตุ้นศก.ภายใน
สศช.เสนอรายงานประชุมเอเปคต่อ คสช. ชี้ประเทศพัฒนาแล้วลดมาตรการคิวอี ขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลกระทบต่อตลาดเงิน - ตลาดทุนประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่ OECD แนะหันพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศลดความผันผวนภาวะภายนอก ชี้เศรษฐกิจโลกมุ่งสู่อุตสาหกรรม - เศรษฐกิจสีเขียว แนะปรับกฎระเบียบข้อกฎหมายภายในรองรับ
ร.อ.ยงยุทธ มัยลาภ คณะทำงานโฆษกคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รายงานผลการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ตั้งข้อสังเกต เกี่ยวกับการลดมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) รวมทั้งแนวโน้มของการทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของประเทศพัฒนาแล้ว
ผลดังกล่าวจะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุน จากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งจะส่งผลกระทบจะส่งผลต่อตลาดเงิน ตลาดทุนของประเทศกำลังพัฒนาได้ จึงเห็นควรให้ประเทศพัฒนาแล้วควรดำเนินการลดมาตรการคิวอีอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนามากนัก
ขณะที่ตามรายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของประเทศกลุ่มยุโรป (โออีซีดี) ได้เสนอว่าควรมีการผลักดันให้เศรษฐกิจภายในประเทศ เติบโตได้ด้วยการพึ่งพาอุปสงค์ และอุปทานภายในประเทศ มากกว่าการพึ่งพาการส่งออก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ คสช.ที่ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจ จากการบริโภคภายในประเทศ การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) มีความเข้มแข็งและส่งเสริมการลงทุนที่ใช้ทรัพยากรในประเทศ หรือมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว
นอกจากนั้น สศช.ยังได้รายงานที่ประชุมฯด้วยว่าสศช.และกระทรวงพาณิชย์ได้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการและได้จัดทำข้อเสนอเบื้องต้น (concept note) เกี่ยวกับการปฏิรูปด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะการประเมินผลกระทบในการออกกฎหมายของไทย ซึ่งเป็นโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ หรือ “APEC New Strategy on Structure Reform” ซึ่งมีประเทศออสเตรเลียเป็นเจ้าภาพ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักให้สมาชิกเอเปคที่เข้าร่วม สามารถเขียนข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับการอุดหนุนด้านงบประมาณจากเอเปค โดยเกี่ยวกับการปฏิรูปด้านกฎระเบียบ ตลอดจนการปฏิรูปนโยบายและกฎหมายตามหลักการของเอเปค ที่เน้นการเปิดตลาด ความโปร่งใส การแข่งขันที่เป็นธรรม โดยหากโครงการดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากเอเปค จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปด้านกฎหมายของไทย
“ สศช.ให้ความเห็นว่าประเทศไทยเป็นสมาชิกของกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ จึงต้องจัดระบบให้มีการบูรณาการกรอบดำเนินการและสาขาความร่วมมือด้านต่างๆ ทั้งด้านความร่วมมือระดับนโยบายและความร่วมมือระดับสาขาและโครงการต่างๆ ที่มุ่งเน้นให้เกิดการนำไปปฏิบัติอย่างแท้จริง และในปัจจุบันสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมุ่งไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว ที่เน้นการเติบโตที่ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การปฏิรูปด้านกฎระเบียบต่างๆ จึงต้องสอดคล้องและรองรับแนวคิดเหล่านี้ด้วย” ร.อ.ยงยุทธกล่าว
นอกจากนี้ที่ประชุมฯได้เห็นชอบให้กระทรวงการต่างประเทศ จัดสรรงบประมาณจำนวน 70,086.75 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อชำระเงินค่าสมาชิกในกรอบความร่วมมือความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (BIMSTEC) ให้กับสำนักเลขาธิการ BIMSTEC ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศบังกลาเทศ โดยในปีงบประมาณต่อๆ ไปให้กระทรวงการต่างประเทศตั้งงบประมาณประจำ สำหรับชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าว
ทั้งนี้ปัจจุบัน BIMSTEC มีสมาชิกทั้งหมด 7 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย พม่า เนปาล ศรีลังกา และไทย โดยประเทศสมาชิกจะต้องชำระเงินค่าสมาชิกในปี 2557 ทั้งสิ้น 406,300 ดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศที่จ่ายเงินค่าสมาชิกสูงที่สุดคืออินเดียในสัดส่วน 32% รองลงมาเป็นไทย 17.25% และบังกลาเทศ 14.5%


