วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

กกต.เร่งถกหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติสรรหาสปช.

"ภุชงค์"เผยเร่งถกหน่วยงานตรวจสอบตรวจสอบคุณสมบัติสรรหาสปช.ก่อนคลิกอ๊อฟ14ส.ค.นี้ คาดคนแห่เสนอรายชื่อกว่า2พันคน

นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นประธานการประชุมผู้แทน 14 หน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่เสนอชื่อเพื่อพิจารณาคัดเลือกให้เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อาทิ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมราชทัณฑ์เป็นต้น

โดยนายภุชงค์ กล่าวว่า เป็นการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมในการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นสปช.ซึ่งคาดว่าคณะกรรมการสรรหาที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะตั้งขึ้นจะกำหนดให้มีการเปิดรับการเสนอชื่อจากองค์กรนิติบุคคลที่ไม่แสวงหาผลกำไรในวันที่ 14 ส.ค. โดยเมื่อมีการเสนอชื่อเข้าสู่กระบวนการสรรหาแล้วสำนักงานกกต.ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการสรรหา ก็จะทยอยส่งรายชื่อบุคคลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแบบวันต่อวัน เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบซึ่งสำนักงานได้จัดทำเป็นระบบฐานข้อมูลให้หน่วยงานสามารถเข้ามาให้ข้อมูลได้ รวมทั้งสอบถามเป็นเอกสารด้วย คาดว่าจะมีผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้งในระดับคณะกรรมการสรรหา 11 ด้าน และระดับจังหวัดไม่น้อยกว่า 2,000 รายชื่อ โดยเมื่อตรวจสอบแล้วเสร็จสำนักงานกกต.ก็จะส่งรายชื่อพร้อมกับผลการตรวจสอบคุณสมบัติไปให้คณะกรรมการสรรหา หากพบว่าใครมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติก็จะระบุเป็นหมายเหตุ ข้อสังเกตไว้ แต่จะไม่มีการตัดรายชื่อใครออกทั้งสิ้น

นายภุชงค์ ยังกล่าวอีกว่าในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ตนเองได้ประสานไปยังปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแล ข้าราชการส่วนภูมิภาค ซึ่งคาดว่าคณะกรรมการสรรหาระดับจังหวัดที่จะตั้งขึ้นนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดจะทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการสรรหา โดยได้แจ้งให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยทราบว่าสำนักงานกกต.กลางได้สั่งการไปยังผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัดทุกจังหวัดแล้วว่าให้แจ้งต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อเตรียมดำเนินการในเรื่องการสรรหา อย่างไรก็ตามในวันที่ 7 ส.ค. เวลา 13.00 น. สำนักงานกกต.กลางจะมีการประชุมคณะทำงานทั้งหมดของสำนักงานเพื่อซักซ้อมการปฏิบัติงานเนื่องจากหัวหน้าคณะคสช.แจ้งว่าจะมีการเริ่มกระบวน (คลิกอ๊อฟ)สปช.ในวันที่ 14 ส.ค. ส่วนในเรื่องของการประชาสัมพันธ์นั้นได้มีการประสานงานกับหน่วยราชการต่าง ๆ ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคก็พร้อมให้ความร่วมมือในการประชาสัมพัฯธ์อย่างเต็มที่เพื่อที่จะได้องค์กรนิติบุคคลมาชื่อบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็นสปช.จำนวนมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการหารือกับผู้แทนหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามผู้ดำรงตำแหน่งเป็นสปช.นั้น หน่วยงานเกี่ยวข้องได้นำเสนอปัญหาในการตรวจสอบเช่นกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย เห็นว่าการที่พ.ร.ฎ.ว่าด้วยสรรหาสปช.กำหนดคุณสมบัติผู้เป็นสปช.ว่าต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิดนั้น ตรวจสอบได้ยากเนื่องจากต้องดูสัญชาติบิดามารดาก่อนที่บุคคลดังกล่าวถือกำเนิด หรือกรณีต้องไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนั้น ศาลรัฐธรรมนูญ จะไม่ได้เก็บข้อมูลไว้แต่ละส่งคำวินิจฉัยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้รับทราบ จึงขึ้นอยู่หน่วยงานเช่น กกต. สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา จะต้องเป็นผู้ให้ข้อมูล ขณะเดียวกันในส่วนที่เป็นคำพิพากษาศาลอาญา สำนักงานศาลยุติธรรมจะไม่ได้เก็บข้อมูลในส่วนของความผิดในคดีอาญาเอาไว้ แต่จะเก็บข้อมูลเฉพาะในส่วนของศาลอุทธรณ์กลางและศาลอุทธรณ์ที่พิจารณาเกี่ยวกับคดีเลือกตั้งท้องถิ่น

นอกจากนี้ลักษณะต้องห้ามที่กำหนดว่าต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลายจากการทุจริตนั้น ศาลล้มละลายกลางก็ไมได้มีการแยกประเภทของการล้มละลายไว้ หากจะให้ทราบสาเหตุต้องกลับไปรื้อสำนวนมาพิจารณา หรือกรณีที่กำหนดคุณสมบัติว่าต้องไม่เคยถูกไล่ออก หรือปลดออกจากราชการนั้น ทางสำนักงานข้าราชการพลเรือนจะเก็บข้อมูลเฉพาะข้าราชการที่บรรจุตามพ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือนเท่านั้น ไม่รวมครู ตำรวจ เป็นต้น ซึ่งทางด้านเลขาธิการกกต. ก็ได้เน้นย้ำว่า ในระยะเวลาที่จำกัดเข้าใจว่าไม่สามารถที่ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ได้รับการเสนอชื่อครบทั้ง 100% แต่ขอให้ทำอย่างเต็มที่เพราะในแบบฟอร์มการเสนอชื่อบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อจะต้องเซ็นรับรองคุณสมบัติของตนเอง ดังนั้นหากพบภายหลังว่าไม่เป็นจริงผู้นั้นก็ต้องรับผิดชอบ รวมทั้งสปช.มีอายุการทำงานกว่า 1 ปี หากภายหลังได้รับการแต่งตั้งแล้วพบขาดคุณสมบัติก็เป็นเรื่องที่คสช.สามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว