เปิดพิมพ์เขียวปฏิรูปราชการฉบับ'วิษณุ'

เปิดพิมพ์เขียวปฏิรูปราชการฉบับ'วิษณุ'

(รายงาน) เปิดพิมพ์เขียวปฏิรูปราชการ ฉบับ "วิษณุ" ที่ปรึกษา คสช.

นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ "อาทิตย์สโมสรกับวิษณุ" ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง TNN24 ตอน "สภาปฏิรูปจะปฏิรูปอะไรบ้าง" ออกอากาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 ส.ค.2557 เวลา 19.00 น. "กรุงเทพธุรกิจ" สรุปประเด็นสำคัญมานำเสนอ

"ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 กำหนดให้มีการปฏิรูป 11 ด้านเป็นอย่างน้อย ซึ่งสามารถเสนอแนวทางปฏิรูปเรื่องอื่นเป็นด้านที่ 12, 13, 14 ก็ได้ แต่ด้านที่จะมีการปฏิรูปการเมือง อันจะรวมถึงเรื่องกฎเกณฑ์ กติกา มารยาททางการเมือง และการปฏิรูประบบราชการน่าจะเป็นเรื่องใหญ่ที่จะถูกพูดถึงมากที่สุดนับจากนี้ไป

ระบบราชการเป็นระบบที่มีขนาดใหญ่ มีงบประมาณมากกว่าระบบอื่นในประเทศ และมีอำนาจมากในการกำหนดกฎเกณฑ์ให้คนปฏิบัติ อำนาจปกครองบังคับบัญชาและอำนาจการอนุมัติ ซึ่งเป็นอำนาจที่อาจจะทำให้คนจนลงหรือรวยขึ้นก็ได้ เช่นมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเรื่องภาษี ก็ย่อมกระทบความเป็นอยู่ของคน

การปฏิรูประบบราชการ หมายถึง การปฏิรูปตำรวจ ฝ่ายปกครอง ศาล อัยการ หรือแม่แต่กิจการราชทัณฑ์ ทนายความและงานที่เกี่ยวกับการให้บริการภาครัฐจะเป็นหัวข้อใหญ่ในการถกแถลงกันยาวนาน

เชื่อเถิดครับว่าจากนี้ไปเราจะได้ยินเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างของระบบราชการ กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ วิธีทำงานของข้าราชการ ว่าทำอย่างไรหนอให้คนที่ทำงานราชการทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและบริการประชาชนอย่างอุทิศกายและใจ ทำราชการด้วยความรวดเร็วว่องไว ให้ความสะดวกไว้เนื้อเชื่อใจแก่ประชาชนที่มาติดต่อราชการ รวมทั้งต้องพูดถึงเรื่องอัตรากำลังที่ไม่ให้ระบบราชการใหญ่โตเทอะทะ เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย หรือว่าทำงานทั้งวันได้พันห้า เดินไปเดินมาได้ห้าพันอย่างที่เพลงร้องประชดกัน ทำอย่างไรให้ข้าราชการมีค่าตอบแทนที่เพียงพอ

ในอดีตโครงสร้างระบบราชการเป็นแบบจตุสดมภ์ แบ่งออกเป็น 4 กรม คือ เวียง วัง คลัง นา จากนั้นตั้งเป็นกระทรวง โดยระยะแรกมี 12 กระทรวง และปัจจุบันเรามีกระทรวงทั้งหมด 20 กระทรวง โดย 20 กระทรวงนี้มากไปหรือน้อยไป และที่สำคัญหลายกระทรวงมีเหตุมีผลในการตั้งขึ้นมาเพียงพอหรือไม่ เราได้ทดลองกันมาสิบกว่าปี ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ต้องปรับโครงสร้างเสียใหม่

เพราะฉะนั้นช่วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงวันนี้มีการพูดกันมาก เช่น มีการพูดถึงเรื่องว่าน่าจะตั้งกระทรวงทรัพยากรน้ำ เอาหน่วยงานที่เกี่ยวกับน้ำทั้งหมดมาไว้ด้วยกัน เพราะบทเรียนจากมหาอุทกภัยที่ผ่านมา หน่วยงานน้ำยังกระจัดกระจายกันอยู่ หากนำมารวมกันแล้วบริหารจัดการให้ดีก็น่าจะได้ประโยชน์

มีการพูดกันว่าอาจจะมีการตั้งกรมขึ้นมาสักกรมหนึ่ง เช่น กรมขนส่งทางราง กิจการที่ไม่ได้ขนส่งทางบก แต่เป็นการขนส่งทางราง หมายถึงรถไฟรางเดี่ยว รางคู่ แม้กระทั่งรถไฟความเร็วสูง หรือรถราง รถไฟฟ้า รถลอยฟ้า รถใต้ดิน น่าจะมารวมกันที่กรมขนส่งทางราง โดยรัฐดูแลออกแบบวางมาตรฐานก่อสร้าง ดูเฉพาะเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนการเดินรถก็ให้เอกชนรับช่วงต่อ

กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เจตนารมณ์ของการตั้งขึ้นไม่ได้คิดเลยว่าจะให้เป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติแห่งที่ 2 ไม่เช่นนั้นก็จะซ้ำซ้อนกันหรือแย่งกันทำงาน แต่เขาออกแบบให้ทำ "คดีพิเศษ" ที่ตำรวจปกติจะรับมือได้ยาก ไม่ใช่คดีอาชญากรรมธรรมดาหรืออาชญากรรมตามท้องถนนที่เรียกว่า street crime เช่นอาชญากรรมข้ามชาติ อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ อาชญากรรมที่มีความสลับซับซ้อนมากๆ

แต่เมื่ออยู่ไปอยู่มากรมนี้มักจะเหมาเอาหลายคดีเข้าเป็นคดีพิเศษ จนกระทั่งไปถึงคดีที่ดูแสนจะธรรมดาก็รับเป็นคดีพิเศษเพื่อจะเอามาทำ คงต้องคิดกันเสียใหม่แล้วครับว่าตกลงกรมสอบสวนคดีพิเศษตั้งขึ้นมาเพื่อจะทำอะไรแน่

ส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ย้อนไป 10 ปีที่ผ่านมาอาจจะมีความจำเป็นต้องนำมาไว้ในกระทรวงเดียวกัน แต่ตอนนี้คงต้องทบทวนแล้วว่า "ท่องเที่ยว" และ "กีฬา" อยู่ในกระทรวงเดียวกันได้หรือไม่ เพราะในที่สุดข้าราชการในกระทรวงนี้ต้องแบ่งภาคความชำนาญยากมากว่าจะไปด้านการท่องเที่ยวหรือด้านกีฬากันแน่ เพราะด้านหนึ่งคือด้านของเศรษฐกิจ อีกด้านเป็นเรื่องของนันทนาการ สุขภาพและอนามัย ความเข้มแข็งของคนในชาติ นี่ก็เป็นเรื่องที่ต้องทบทวนกัน

หัวข้อที่ 2 ที่เขาจะต้องพูดถึงหากมีการปฏิรูป คือ วิธีการทำงานและปฏิบัติราชการ ซึ่งปัญหาใหญ่คือการทุจริตประพฤติมิชอบของวงราชการ เรื่องความล่าช้าในการให้บริการ เจ้าหน้าที่ของรัฐบางฝ่ายบางแผนกมีดุลพินิจมาก และอยู่โดยไม่มีธรรมาภิบาล

ธรรมาภิบาล คือ 1.ทำอะไรต้องยึดตัวบทกฎหมายหรือกติกาเป็นหลัก 2.ทำอะไรต้องโปร่งใส 3.ทำอะไรต้องทำด้วยความรับผิดรับชอบ 4.ทำอะไรก็ตามต้องเข้าอกเข้าใจกหัวอกของคน 5.ทำอะไรก็ตามต้องยึดเรื่องของการคุ้มทุน คุ้มค่า ประหยัด ทั้งเวลาของราชการและประชาชนที่มาติดต่อราชการ และ 6.ต้องมีการหมั่นประเมินผล เมื่อประเมินแล้วดีก็ทำให้ดียิ่งขึ้น เมื่อประเมินแล้วแย่ก็ต้องปรับปรับให้ดีขึ้น

ดังนั้นเราต้องมีกฎกติกาอะไรออกมาหลายอย่างให้การติดต่อราชการเป็นไปด้วยความสะดวกสบายในการบริการ และให้เกิดความโปร่งใสสุจริต

เวลานี้มีการเตรียมกฎหมายไว้บางฉบับที่จะเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในเร็ววันนี้ ที่จะเอื้อต่อการไปขอรับบริการจากทางราชการ เช่น ต้องกำหนดให้ส่วนราชการที่มีอำนาจอนุญาต อนุมัติ ท่านต้องทำให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด หรือระเบียบราชการที่ทำให้เยิ่นเย้อชักช้า ให้อำนาจเจ้าหน้าที่มากเกินไป และลับๆ มากเกินไป ก็จะเปลี่ยนให้มีการเปิดเผยอย่างมีเหตุผล คนที่เขาขอดูขอทราบต้องบอกเขาได้ และเป็นเพราะอะไรถึงไม่อนุญาตและไม่อนุมัติ

เอกสารราชการที่หลายคนมาติดต่อ เรียกให้ขนมาหมด บัตรประชาชน บัตรเปลี่ยนชื่อ ทะเบียนสมรส ทะเบียนบ้าน สุดท้ายเอามาเก็บก็ไม่รู้จะเก็บไว้ทำไม วันนี้ถ้าเรายอมรับว่าเรามีระบบบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก แต่ละอย่างสื่อความและใช้คอมพิวเตอร์ถอดออกมาได้เลยว่าผู้ที่มาติดต่อนั้นเป็นใครมาจากไหน รู้กระทั่งหมู่เลือด ศาสนา และประวัติหลายอย่าง ทำไมเราถึงไม่นำระบบนี้เข้ามาใช้ และลดภาระประชาชนในการถ่ายเอกสารมากมาย